เขียนบทความใหม่เสร็จ กดเผยแพร่แล้ว แต่ยังลืมอะไรไปอย่างหนึ่งหรือเปล่านะ
Internal link คือ ลิงก์ที่พาคนอ่านจากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่งในเว็บเดียวกัน หรือที่เรียกว่าลิงก์ภายใน ช่วยให้ทั้งคนอ่านและ Google เจอหน้าที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น
สรุปสั้นๆ ก่อนอ่าน
- Internal link คือลิงก์ที่ชี้ไปหน้าอื่นในเว็บเดียวกัน
- Google เจอหน้าใหม่ส่วนใหญ่จากการตามลิงก์ และใช้ลิงก์ช่วยเข้าใจว่าหน้าไหนเกี่ยวกับอะไร
- ลิงก์ภายในอยู่ได้หลายที่ เช่น เมนู breadcrumb หน้ารวมหมวด และกลางเนื้อหา
- ข้อความบนลิงก์ควรบอกชัดว่าหน้าปลายทางคือเรื่องอะไร
- ทุกบทความใหม่ ใส่ลิงก์ออก 2-3 จุด และให้หน้าเก่าลิงก์เข้ามาหาอย่างน้อย 1 จุด
Internal link คืออะไร ต่างจาก external link และ backlink ยังไง?
Internal link คือลิงก์จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่งในเว็บเดียวกัน ส่วน external link คือลิงก์ที่เราชี้ออกไปหาเว็บอื่น และ backlink คือลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้เข้ามาหาเว็บเรา
ลองนึกถึงป้ายในโรงเรียนดูนะ ป้ายที่บอกทางไปห้องสมุดหรือโรงอาหาร พาเราเดินไปที่อื่นในโรงเรียนเดียวกัน
Internal link ก็คือป้ายแบบนั้นแหละ แค่อยู่บนเว็บ กดแล้วพาไปหน้าอื่นของเว็บเดิม ไม่ได้ออกไปไหน
สมมติว่ามีเว็บร้านขนม ในบทความ “วิธีเก็บบราวนี่ให้นุ่ม” มีลิงก์ไปหน้า “บราวนี่ช็อกโกแลต” ของร้านเอง ลิงก์นี้คือ internal link
ถ้าบทความเดียวกันลิงก์ไปเว็บผู้ผลิตช็อกโกแลต อันนั้นเป็น external link และถ้าเว็บรีวิวขนมลิงก์มาหาร้านเรา อันนั้นเรียกว่า backlink

วิธีดูง่ายที่สุดคือดูชื่อเว็บในลิงก์ ถ้าชื่อเว็บเหมือนหน้าที่เรายืนอยู่ ก็เป็นลิงก์ภายใน ถ้าคนละชื่อ ก็เป็นลิงก์ออกนอกเว็บ
ทำไม internal link ถึงสำคัญกับ Google?
Google เจอหน้าใหม่ส่วนใหญ่จากการตามลิงก์ และใช้ลิงก์ช่วยเข้าใจว่าแต่ละหน้าเกี่ยวกับอะไร internal link จึงเป็นทั้งทางเดินและป้ายบอกเรื่องของหน้าในเว็บเรา
เรื่องแรกคือการหาเจอ Google เขียนไว้ในคู่มือ SEO ของตัวเองว่า หน้าใหม่ส่วนใหญ่ที่ Google เจอในแต่ละวัน มาจากการตามลิงก์
บอทของ Google จะเปิดหน้าที่รู้จักแล้ว อ่านลิงก์ในหน้านั้น แล้วเดินตามไปหน้าถัดไปเรื่อยๆ การเดินเปิดหน้าแบบนี้เรียกว่า crawl
Google ยกตัวอย่างไว้เองด้วย คือหน้าหมวดที่ลิงก์ไปหาบทความใหม่ บอทเห็นลิงก์ในหน้าหมวด ก็เลยรู้ว่ามีบทความใหม่เกิดขึ้น

เรื่องที่สองคือความเข้าใจ Google มีระบบวิเคราะห์ลิงก์ที่ดูว่าหน้าไหนลิงก์หาหน้าไหน เพื่อช่วยเข้าใจว่าแต่ละหน้าพูดเรื่องอะไร
ข้อความบนลิงก์ก็ช่วยบอกด้วย ถ้าลิงก์เขียนว่า “วิธีเก็บบราวนี่ให้นุ่ม” Google ก็พอเดาได้ว่าหน้าปลายทางพูดเรื่องอะไร
เรื่องที่สามคือความสำคัญ Google บอกว่า PageRank ซึ่งเป็นระบบที่ดูจากลิงก์ ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดอันดับหลัก แต่ไม่ได้บอกสูตรละเอียดว่าลิงก์ภายในส่งผลแค่ไหน
เราเลยไม่อยากให้คุณคิดว่าใส่ลิงก์เยอะแล้วอันดับจะขึ้นทันที ลิงก์ภายในช่วยให้หาเจอและเข้าใจง่ายขึ้น ส่วนอันดับยังขึ้นกับอีกหลายเรื่อง
ข้อที่ Google เขียนไว้ชัดมากคือ ทุกหน้าที่เราสนใจ ควรมีลิงก์จากหน้าอื่นในเว็บเดียวกันอย่างน้อย 1 หน้า
ส่วน sitemap ช่วยบอกรายชื่อหน้าให้ Google ได้อีกทาง แต่ Google บอกว่าส่ง sitemap แล้วก็ไม่ได้รับประกันว่าทุกหน้าจะถูกเก็บ
คนอ่านเองก็กดเดินตาม sitemap ไม่ได้เหมือนลิงก์ในหน้าเว็บ sitemap จึงเป็นตัวช่วยเสริม ใช้แทนลิงก์ภายในไม่ได้
Internal link มีกี่แบบ อยู่ตรงไหนของหน้าเว็บ?
Internal link ที่เจอบ่อยมี 6 แบบ คือ เมนูหลัก breadcrumb หน้ารวมหมวด ลิงก์ในเนื้อหา ลิงก์บทความที่เกี่ยวข้อง และลิงก์ท้ายเว็บ แต่ละแบบช่วยคนละเรื่อง
หลายคนนึกถึงแค่ลิงก์กลางบทความ จริงๆ แล้วเว็บเรามีลิงก์ภายในอยู่เต็มไปหมด ลองดูตารางนี้
| ประเภทลิงก์ | อยู่ตรงไหน | ช่วยอะไร |
|---|---|---|
| เมนูหลัก | แถบบนสุดของทุกหน้า | พาไปหมวดใหญ่ของเว็บได้จากทุกหน้า |
| Breadcrumb | ใต้ชื่อบทความหรือเหนือเนื้อหา | บอกว่าหน้านี้อยู่ชั้นไหนของเว็บ และพาย้อนขึ้นไปหมวดแม่ |
| หน้ารวมหมวด (hub) | หน้าหมวด เช่น หน้า On-Page SEO | รวมบทความเรื่องเดียวกันไว้ที่เดียว ให้คนและบอทเดินต่อได้ |
| ลิงก์ในเนื้อหา | กลางย่อหน้าในบทความ | พาไปเรื่องที่เกี่ยวข้องตรงจุดที่คนอ่านอยากรู้ต่อ และมีข้อความรอบลิงก์ช่วยอธิบาย |
| บทความที่เกี่ยวข้อง | ท้ายบทความหรือแถบด้านข้าง | ให้คนอ่านมีเรื่องอ่านต่อหลังอ่านจบ |
| ลิงก์ท้ายเว็บ (footer) | ล่างสุดของทุกหน้า | พาไปหน้าที่ทุกเว็บควรมี เช่น เกี่ยวกับเรา และติดต่อเรา |
เมนู breadcrumb และ footer ส่วนใหญ่ธีมของเว็บทำให้อัตโนมัติ ตั้งค่าครั้งเดียวก็ใช้ได้ทุกหน้า
ลิงก์ในเนื้อหาเป็นแบบที่เราต้องใส่เองทีละจุด และเป็นแบบที่เราคุมได้มากที่สุด Google แนะนำให้ลิงก์ไปหน้าที่เกี่ยวข้องตรงจุดที่ช่วยให้คนอ่านเข้าใจเรื่องได้ดีขึ้น
ถ้าใช้รูปเป็นลิงก์ Google จะอ่านคำอธิบายรูป (alt text) แทนข้อความบนลิงก์ เพราะฉะนั้นรูปที่กดได้ควรมีคำอธิบายรูปที่บอกเรื่องชัดๆ ด้วยนะ
หน้า hub กับ breadcrumb ช่วยเรื่องลิงก์ภายในยังไง?
หน้า hub คือหน้าที่รวมบทความเรื่องเดียวกันไว้ที่เดียว ส่วน breadcrumb คือแถบบอกทางว่าหน้านี้อยู่ตรงไหนของเว็บ ทั้งสองอย่างทำให้ลิงก์ภายในเป็นระบบ ไม่ใช่ลิงก์กระจัดกระจาย
ลองนึกถึงห้องสมุด หนังสือแยกเป็นหมวด แต่ละชั้นมีป้ายบอกหมวด คนหาหนังสือก็เดินไปหมวดก่อน แล้วค่อยหาเล่มที่ต้องการ
หน้า hub ก็คือชั้นหนังสือหมวดหนึ่ง ส่วน breadcrumb ก็คือป้ายที่บอกว่าตอนนี้เรายืนอยู่ชั้นไหน ห้องไหน
เว็บนี้เองก็ทำแบบนี้ หน้าแม่คือ คู่มือ SEO ฉบับเข้าใจง่าย ใต้หน้านั้นแบ่งเป็นหมวด เช่น พื้นฐาน SEO, On-Page SEO, Technical SEO และ AI SEO
บทความที่คุณอ่านอยู่นี้อยู่ในหมวด On-Page SEO หน้าหมวดนั้นลิงก์ลงมาหาบทความในหมวด และบทความก็ลิงก์กลับขึ้นไปหาหมวดได้

ข้อดีคือบทความใหม่ทุกชิ้นมีที่อยู่แน่นอน แค่ใส่ไว้ในหน้า hub ที่ตรงหมวด ก็มีลิงก์ภายในเข้ามาหาอย่างน้อย 1 จุดทันที
ส่วน breadcrumb นั้น Google อธิบายว่าเป็นแถบที่บอกตำแหน่งของหน้าในโครงสร้างเว็บ ช่วยให้คนเข้าใจและเดินดูเว็บได้ง่ายขึ้น
ถ้าใส่ข้อมูลโครงสร้าง (structured data) แบบ breadcrumb ไว้ด้วย Google อาจเอาไปใช้จัดหมวดของหน้าในผลการค้นหาได้ด้วย
Anchor text ของ internal link ควรเขียนยังไง?
Anchor text คือข้อความที่กดได้บนลิงก์ ควรบอกชัดว่าหน้าปลายทางคือเรื่องอะไร สั้นพอดี และเข้ากับทั้งหน้าที่ลิงก์อยู่และหน้าปลายทาง
ลองเลือกดูนะ ระหว่าง “คลิกที่นี่” กับ “วิธีเก็บบราวนี่ให้นุ่ม” แบบไหนบอกได้มากกว่าว่ากดแล้วจะเจออะไร
คำตอบคงชัดอยู่แล้ว 555 แต่ในชีวิตจริงเราก็ยังเผลอเขียน “อ่านต่อที่นี่” กันบ่อยมาก
Google แนะนำวิธีเช็กง่ายๆ คืออ่านเฉพาะข้อความบนลิงก์ โดยไม่อ่านประโยครอบๆ ถ้ายังเข้าใจว่าเป็นเรื่องอะไร ก็ถือว่าใช้ได้
อย่ายัดคีย์เวิร์ดลงไปในข้อความบนลิงก์จนอ่านไม่รู้เรื่อง Google ถือว่าการยัดคีย์เวิร์ดผิดนโยบายสแปม เขียนให้อ่านเป็นธรรมชาติดีที่สุด
ถ้าหน้าปลายทางมีคีย์เวิร์ดหลักอยู่แล้ว ใช้คำที่ใกล้กับคีย์เวิร์ดนั้นเป็นข้อความบนลิงก์ได้ ถ้ายังไม่แน่ใจว่าคีย์เวิร์ดคืออะไร อ่าน คีย์เวิร์ดคืออะไร ก่อนได้
อีกเรื่องคืออย่าวางลิงก์หลายอันติดกันเป็นพรืด ให้แต่ละลิงก์มีประโยครอบๆ ที่อธิบายว่าทำไมควรกดไปอ่าน ส่วนเรื่องข้อความบนลิงก์แบบละเอียด เราแยกไว้อีกบทความ
Orphan page คืออะไร หาเจอได้ยังไง?
Orphan page คือหน้าในเว็บที่ไม่มีหน้าไหนในเว็บเดียวกันลิงก์เข้ามาหาเลย คนอ่านเดินไปไม่ถึง และ Google ก็อาจหาไม่เจอถ้าไม่มีทางอื่นบอก
แปลตรงตัวคือหน้ากำพร้า ฟังดูน่าสงสารนิดๆ T_T มันอยู่ในเว็บก็จริง แต่ไม่มีป้ายไหนชี้ทางไปหาเลย
สมมติว่าร้านขนมทำหน้าโปรโมชันพิเศษไว้ แล้วลืมใส่ไว้ในเมนูหรือบทความไหนเลย คนจะเข้าหน้านั้นได้ก็ต่อเมื่อรู้ลิงก์ตรงๆ เท่านั้น
บทความเก่าที่ตกจากหน้าแรกไปแล้ว และไม่ได้อยู่ในหมวดไหน ก็กลายเป็นหน้ากำพร้าได้แบบไม่รู้ตัว
วิธีหาแบบง่ายที่ใช้เครื่องมือฟรี เป็นแบบนี้
- เปิด sitemap ของเว็บ เพื่อดูรายชื่อหน้าทั้งหมดที่เราอยากให้ Google เจอ
- เปิด Google Search Console ไปที่รายงานลิงก์ แล้วดูส่วนลิงก์ภายใน ตรงตารางหน้าเว็บที่เชื่อมโยงภายในมากที่สุด
- หน้าที่มีใน sitemap แต่ไม่โผล่ในตารางนี้ หรือมีลิงก์เข้ามาน้อยมาก ให้จดไว้แล้วเปิดเช็กเอง
ระวังนิดนึงนะ Google บอกว่ารายงานลิงก์เป็นแค่ตัวอย่าง ไม่ใช่รายการลิงก์ทั้งหมด และตารางแสดงได้ไม่เกิน 1,000 แถว หน้าที่ไม่โผล่ในตารางจึงยังไม่แน่ว่าเป็นหน้ากำพร้าจริง
เจอหน้ากำพร้าแล้ว ให้ใส่หน้านั้นไว้ในหน้า hub ของหมวดที่ตรง และหาบทความที่เกี่ยวข้อง 1-2 ชิ้นลิงก์เข้าไปหา ถ้าเป็นหน้าที่ไม่ใช้แล้ว ก็ถึงเวลาตัดสินใจว่าจะเก็บไว้หรือไม่
เพิ่ม internal link ให้บทความใหม่ 1 ชิ้นทำยังไง?
บทความใหม่ทุกชิ้นควรมีลิงก์ออกไปหาหน้าที่เกี่ยวข้อง 2-3 จุด และมีหน้าเก่าลิงก์เข้ามาหาอย่างน้อย 1 จุด ทำแบบนี้ทุกครั้งแล้วจะไม่มีหน้าไหนถูกทิ้ง
ฟังดูเป็นงานเพิ่ม แต่ถ้าทำเป็นนิสัยตอนกดเผยแพร่ จะเร็วกว่ามานั่งไล่แก้ทั้งเว็บทีหลังเยอะเลย
- เขียนเรื่องหลักของบทความใหม่ออกมา 1 ประโยค เช่น “วิธีเก็บบราวนี่ให้นุ่ม” เพื่อใช้เป็นหลักตอนเลือกลิงก์
- ใส่บทความใหม่ไว้ในหน้า hub ของหมวดที่ตรงที่สุด
- อ่านบทความใหม่ทีละย่อหน้า หาจุดที่คนอ่านน่าจะอยากรู้ต่อ แล้วใส่ลิงก์ไปหน้าเก่าที่ตอบเรื่องนั้น 2-3 จุด
- เขียนข้อความบนลิงก์ให้บอกเรื่องของหน้าปลายทาง ไม่ใช้คำว่า คลิกที่นี่ หรือ อ่านต่อ
- ค้นในเว็บตัวเองหาหน้าเก่าที่พูดถึงเรื่องใกล้กัน แล้วเพิ่มลิงก์จากหน้าเก่ามาหาบทความใหม่อย่างน้อย 1 จุด
- กดทดสอบทุกลิงก์ว่าเปิดได้จริง ไม่เจอหน้า 404 และไม่ได้ลิงก์กลับมาหาหน้าตัวเอง
ตัวเลข 2-3 จุดเป็นนิสัยที่เราใช้กับเว็บนี้ ไม่ใช่กฎของ Google เพราะ Google บอกไว้เองว่าไม่มีจำนวนลิงก์ที่ดีที่สุดแบบตายตัว

Google เตือนไว้อีกข้อว่า ถ้าดูแล้วรู้สึกว่าหน้านี้ลิงก์เยอะเกินไป ก็น่าจะเยอะเกินไปจริงๆ ใส่เฉพาะลิงก์ที่ช่วยคนอ่านพอ
เรื่องที่ควรเช็กด้วยคือลิงก์ต้องเป็นลิงก์จริงที่ Google ตามได้ ถ้าใช้ปุ่มลิงก์ในตัวแก้ไขของ WordPress ตามปกติ ก็ได้ลิงก์แบบที่ Google อ่านได้อยู่แล้ว
ลองหยิบบทความล่าสุดของคุณมาทำตาม 6 ขั้นนี้ดูสักชิ้น แล้วจะเห็นเลยว่ามีหน้าเก่าดีๆ อีกหลายหน้าที่รอให้ลิงก์ไปหาอยู่
คำถามที่พบบ่อย
Internal link ควรมีกี่ลิงก์ต่อหน้า?
ไม่มีจำนวนที่ถูกที่สุด Google บอกว่าไม่มีจำนวนลิงก์ที่ดีที่สุดแบบตายตัว ให้ใส่เฉพาะลิงก์ที่ช่วยคนอ่าน และถ้ารู้สึกว่าเยอะเกินไป ก็น่าจะเยอะเกินไปจริง
Internal link ช่วยให้ติดอันดับเลยไหม?
ไม่มีใครรับประกันได้ Internal link ช่วยให้ Google เจอหน้าและเข้าใจว่าแต่ละหน้าเกี่ยวกับอะไร ส่วนอันดับยังขึ้นกับคุณภาพเนื้อหาและอีกหลายปัจจัย
Internal link กับ sitemap ต่างกันยังไง ต้องมีทั้งสองอย่างไหม?
Sitemap คือไฟล์รายชื่อหน้าที่ส่งให้ Google ช่วยให้เจอหน้าได้อีกทาง ส่วน internal link คือทางเดินระหว่างหน้าที่ทั้งคนและบอทใช้ได้ ควรมีทั้งสองอย่าง
ลิงก์ในเมนูกับลิงก์ในเนื้อหา แบบไหนสำคัญกว่า?
ทั้งสองแบบทำหน้าที่ต่างกัน ลิงก์ในเมนูพาไปหมวดใหญ่ได้จากทุกหน้า ส่วนลิงก์ในเนื้อหาพาไปเรื่องที่เกี่ยวข้องพร้อมประโยครอบๆ ที่ช่วยอธิบาย เว็บส่วนใหญ่ควรมีทั้งสองแบบ
ลิงก์ที่สร้างด้วย JavaScript Google ตามได้ไหม?
ตามได้ ถ้าลิงก์นั้นออกมาเป็นแท็ก a ที่มี href และมี URL จริง เหมือนลิงก์ปกติ แต่ปุ่มที่ใช้แค่คำสั่ง onclick โดยไม่มี href เป็นแบบที่ Google ไม่แนะนำ
แหล่งอ้างอิง
- Link best practices for Google (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025)
- SEO Starter Guide, Google Search Central (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025)
- In-depth guide to how Google Search works (อัปเดต 18 ธ.ค. 2025)
- Breadcrumb (BreadcrumbList) structured data (อัปเดต 8 ก.ย. 2026)
- รายงานลิงก์ ความช่วยเหลือ Search Console (เช็กเมื่อ 22 ต.ค. 2026)