Core Web Vitals คืออะไร LCP INP CLS เช็กและแก้ยังไง

เว็บโหลดช้า ปุ่มเลื่อนหนีตอนจะกด เรื่องกวนใจพวกนี้ Google มีวิธีวัดนะ

Core Web Vitals คือ ค่าวัด 3 ตัวที่ Google ใช้ดูว่าคนจริงๆ ใช้หน้าเว็บแล้วรู้สึกดีไหม ได้แก่ LCP วัดว่าเนื้อหาหลักโผล่เร็วไหม INP วัดว่ากดแล้วเว็บตอบไวไหม และ CLS วัดว่าหน้าเว็บกระโดดไปมาไหม

สรุปสั้นๆ ก่อนอ่าน

  • Core Web Vitals มี 3 ตัว คือ LCP, INP และ CLS
  • เกณฑ์ดีคือ LCP ไม่เกิน 2.5 วินาที INP ไม่เกิน 200 มิลลิวินาที CLS ไม่เกิน 0.1
  • INP มาแทน FID ตั้งแต่ 12 มีนาคม 2024
  • Google ใช้ Core Web Vitals ในระบบจัดอันดับ แต่ความตรงคำค้นยังสำคัญกว่า
  • เช็กได้ฟรีใน Google Search Console และ PageSpeed Insights

Core Web Vitals คืออะไร มีกี่ตัว?

Core Web Vitals คือชุดค่าวัดประสบการณ์ใช้งานเว็บจากผู้ใช้จริง มี 3 ตัว ได้แก่ LCP วัดความเร็วในการโหลด INP วัดการตอบสนองเวลากด และ CLS วัดความนิ่งของหน้าเว็บ

ฟังชื่อแล้วอาจรู้สึกว่ายาก ลองนึกถึงร้านก๋วยเตี๋ยวดูนะ ร้านที่เรากลับไปกินซ้ำ มักทำได้ดี 3 เรื่อง

LCP (Largest Contentful Paint) คือเวลาที่ของชิ้นใหญ่สุดบนจอโผล่ขึ้นมา เช่น รูปปกหรือก้อนข้อความใหญ่ที่สุดบนจอ เหมือนนั่งรอชามก๋วยเตี๋ยวมาวางตรงหน้า

INP (Interaction to Next Paint) คือความไวตอนเรากด แตะ หรือพิมพ์ แล้วหน้าเว็บตอบกลับ เหมือนเรียกพนักงานแล้วเขาหันมาเร็วแค่ไหน การเลื่อนหน้าเฉยๆ ไม่นับ

CLS (Cumulative Layout Shift) คือการที่ของบนหน้าเว็บขยับเองโดยเราไม่ได้สั่ง เหมือนกำลังจะวางแก้ว แล้วโต๊ะเลื่อนหนี

web.dev ยกตัวอย่างว่าการขยับแบบนี้ทำให้คนกดลิงก์หรือปุ่มผิดได้ ใครเคยกดโฆษณาเพราะปุ่มเลื่อนหนีบ้าง ยกมือเลย 555

ไดอะแกรม Core Web Vitals 3 ตัว LCP วัดความเร็วโหลดเนื้อหาหลัก INP วัดความไวตอนกด CLS วัดการขยับของหน้าเว็บ
Core Web Vitals มี 3 ตัว คือ LCP, INP และ CLS

ถ้าเคยอ่านบทความเก่าแล้วเจอคำว่า FID ไม่ต้องงงนะ FID เคยเป็นตัววัดการตอบสนอง แต่ INP มาแทน FID แล้วตั้งแต่ 12 มีนาคม 2024

เรื่องหลังบ้านเว็บอื่นๆ ที่ควรรู้คู่กัน เรารวมไว้ในหมวด Technical SEO แล้ว

ค่า LCP INP CLS เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี?

เกณฑ์ดีของ Core Web Vitals คือ LCP ไม่เกิน 2.5 วินาที INP ไม่เกิน 200 มิลลิวินาที และ CLS ไม่เกิน 0.1 โดยวัดที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ของการเปิดหน้าจริง แยกมือถือกับคอม

ค่าวัด ดี ต้องปรับปรุง แย่
LCP ไม่เกิน 2.5 วินาที เกิน 2.5 แต่ไม่เกิน 4 วินาที เกิน 4 วินาที
INP ไม่เกิน 200 มิลลิวินาที เกิน 200 แต่ไม่เกิน 500 มิลลิวินาที เกิน 500 มิลลิวินาที
CLS ไม่เกิน 0.1 เกิน 0.1 แต่ไม่เกิน 0.25 เกิน 0.25

ตัวเลขในตารางมาจาก web.dev และหน้าช่วยเหลือรายงาน Core Web Vitals ของ Search Console ที่เราเช็กเมื่อ 23 ตุลาคม 2026

คำว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ฟังดูเหมือนวิชาเลข จริงๆ ง่ายกว่านั้น สมมติมีคนเปิดหน้าเว็บเรา 100 ครั้ง ต้องมีอย่างน้อย 75 ครั้งที่ได้ค่าอยู่ในเกณฑ์ดี หน้านั้นถึงจะผ่าน

วัดแบบนี้ดีตรงที่หน้าเว็บจะผ่านได้ ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาได้ใช้งานลื่นจริง ไม่ใช่แค่คนที่เน็ตแรงไม่กี่คน

แถบเกณฑ์ Core Web Vitals LCP ดีไม่เกิน 2.5 วินาที INP ดีไม่เกิน 200 มิลลิวินาที CLS ดีไม่เกิน 0.1 พร้อมช่วงต้องปรับปรุงและแย่
เกณฑ์ดี ต้องปรับปรุง และแย่ ของ LCP, INP และ CLS

ใน Search Console ภาษาไทย 3 ระดับนี้จะขึ้นเป็นคำว่า เร็ว ต้องปรับปรุง และช้า

ระวังนิดนึงนะ กลุ่มหน้าเว็บจะได้สถานะตามค่าที่แย่ที่สุด ถ้า LCP เร็วแต่ CLS ช้า กลุ่มนั้นก็นับว่าช้า

Core Web Vitals มีผลต่ออันดับ Google ไหม เว็บช้าเสียอันดับไหม?

Core Web Vitals มีผลต่ออันดับ เพราะ Google บอกเองว่าระบบจัดอันดับใช้ค่าเหล่านี้ แต่คะแนนดีไม่ได้รับประกันอันดับ 1 และ Google ยังเลือกหน้าที่ตรงคำค้นที่สุดก่อนเสมอ

ในเอกสาร Google Search Central หน้าเรื่องประสบการณ์หน้าเว็บ (อัปเดต 22 กันยายน 2026) Google บอกไว้ 3 เรื่องที่ควรจำ

  • Core Web Vitals ถูกใช้ในระบบจัดอันดับ และไม่มีสัญญาณประสบการณ์หน้าเว็บแบบตัวเดียวจบ
  • คะแนนดีในรายงาน Search Console หรือเครื่องมืออื่น ไม่ได้รับประกันว่าจะติดอันดับบนสุด
  • Google จะแสดงหน้าที่ตรงคำค้นที่สุด แม้ประสบการณ์หน้าเว็บนั้นจะไม่ค่อยดี

ลองนึกถึงตลาดนัดนะ ถ้าเราอยากกินส้มตำ ร้านส้มตำที่คิวช้านิดหน่อยก็ยังดีกว่าร้านข้าวมันไก่ที่เสิร์ฟไวสุดๆ เพราะมันไม่ใช่ของที่เราหา

แต่ถ้ามีร้านส้มตำอร่อยพอๆ กันหลายร้าน ร้านที่เสิร์ฟไวกว่าก็น่าเดินเข้ามากกว่า Google บอกว่าประสบการณ์หน้าเว็บที่ดีช่วยได้ในกรณีแบบนี้ คือตอนมีหน้าดีๆ หลายหน้าให้เลือก

ข้อดีอีกเรื่องคือ Google บอกตรงๆ ว่าการไล่ทำคะแนนเต็มเพื่อ SEO อย่างเดียว อาจไม่คุ้มเวลา เอาให้ผ่านเกณฑ์ดีแล้วกลับไปทำเนื้อหาให้ตอบคนอ่านจะคุ้มกว่า

ถ้าอยากเห็นภาพว่า Google เลือกหน้ามาแสดงยังไงตั้งแต่ต้น อ่านต่อได้ที่ Google ทำงานยังไง

Field data กับ lab data ต่างกันยังไง?

Field data คือข้อมูลจากคนที่เข้าเว็บจริงย้อนหลัง 28 วัน ส่วน lab data คือผลทดสอบจำลองบนเครื่องเดียวและเน็ตที่ตั้งค่าไว้ ตัวเลขสองแบบจึงต่างกันได้ และ Search Console ใช้ field data

เปรียบง่ายๆ field data เหมือนรีวิวจากลูกค้าจริงทั้งเดือน ส่วน lab data เหมือนเราลองชิมเองในครัวหนึ่งรอบ

รีวิวลูกค้าบอกความจริงมากกว่า แต่ไม่บอกว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ส่วนการลองชิมเองช่วยหาจุดที่ต้องแก้ได้ละเอียดกว่า

เปรียบเทียบ field data จากผู้ใช้จริงย้อนหลัง 28 วัน กับ lab data จากการทดสอบจำลองด้วย Lighthouse
Field data บอกว่าคนจริงเจออะไร ส่วน lab data ช่วยหาว่าช้าเพราะอะไร

เรื่องที่คนมักงงคือ Lighthouse วัด INP ไม่ได้ Lighthouse คือเครื่องมือทดสอบหน้าเว็บของ Google ที่ทดสอบโดยไม่มีคนจริงมากด

เครื่องมือจึงใช้ค่า Total Blocking Time (TBT) มาแทน ซึ่งเป็นตัวบอกว่าเบราว์เซอร์ถูกงานหนักๆ ขวางไว้นานแค่ไหน

ถ้าเว็บเพิ่งเปิดหรือคนเข้ายังน้อย อาจยังไม่มี field data ให้ดู ไม่ต้องตกใจนะ ช่วงนั้นใช้ lab data ช่วยหาจุดแก้ไปก่อนได้

เช็ก Core Web Vitals ได้ที่ไหน?

เช็ก Core Web Vitals ได้ฟรี 2 ที่หลัก คือรายงาน Core Web Vitals ใน Google Search Console ที่ดูภาพรวมทั้งเว็บ และ PageSpeed Insights ที่ดูทีละหน้า

เครื่องมือ ใช้ข้อมูลแบบไหน เหมาะกับงานไหน
รายงาน Core Web Vitals ใน Search Console Field data จากผู้ใช้จริง ดูว่ากลุ่มหน้าไหนช้า แยกมือถือกับเดสก์ท็อป
PageSpeed Insights Field data 28 วัน และ lab data จาก Lighthouse เจาะดูทีละ URL และหาว่าอะไรทำให้ช้า

ใน Search Console ให้หารายงาน Core Web Vitals ที่เมนูด้านซ้าย แล้วกดเปิดรายงานของอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือเดสก์ท็อป

ถ้ายังไม่เคยใช้ Search Console เลย เริ่มจาก Google Search Console คืออะไร ก่อนก็ได้

ส่วน PageSpeed Insights แค่วาง URL แล้วกดวิเคราะห์ หน้าผลจะแยกเป็นส่วนข้อมูลจากผู้ใช้จริง กับส่วนผลทดสอบจำลอง และมีแท็บแยกมือถือกับเดสก์ท็อป

จุดที่หลายคนเข้าใจผิดคือคะแนนวงกลม 0 ถึง 100 คะแนนนั้นมาจากผลทดสอบจำลองของ Lighthouse ได้ 90 ขึ้นไปถือว่าดี

แต่คะแนนวงกลมไม่ใช่ตัวเดียวกับผลผ่านหรือไม่ผ่าน Core Web Vitals ที่มาจากผู้ใช้จริง

แก้ Core Web Vitals บนเว็บ WordPress ยังไง?

วิธีแก้ Core Web Vitals บน WordPress ที่ได้ผลบ่อย คือย่อรูปให้เล็กลง เปิดแคช ลดสคริปต์จากปลั๊กอินที่ไม่จำเป็น และจองพื้นที่ให้รูปกับโฆษณาก่อนโหลด

ค่าวัด วัดอะไร เกณฑ์ดี วิธีแก้ที่เจอบ่อยบน WordPress
LCP เนื้อหาชิ้นใหญ่สุดบนจอโผล่เร็วแค่ไหน ไม่เกิน 2.5 วินาที ย่อรูปปกให้พอดีจอ ใช้ไฟล์ WebP หรือ AVIF ไม่ตั้งรูปปกให้โหลดทีหลัง (lazy load) และเปิดแคชหรือใช้ CDN ที่มีเซิร์ฟเวอร์ใกล้คนอ่าน
INP กด แตะ หรือพิมพ์แล้วหน้าเว็บตอบไวแค่ไหน ไม่เกิน 200 มิลลิวินาที ลบปลั๊กอินและสคริปต์ที่ไม่ใช้ ถอดแท็กเก่าที่ไม่ได้ใช้ออกจากตัวจัดการแท็ก
CLS หน้าเว็บขยับเองมากแค่ไหน ไม่เกิน 0.1 ใส่ความกว้างและความสูงให้รูปและวิดีโอ จองพื้นที่ให้โฆษณาและแบนเนอร์ด้วยการตั้งความสูงขั้นต่ำ (min-height)

เรื่องรูป ปัญหาที่เจอบ่อยมากคือรูปถ่ายจากกล้องขนาดใหญ่เกินจอหลายเท่า ย่อให้กว้างพอดีกับพื้นที่แสดงก่อนอัปโหลด แล้วใช้ไฟล์ WebP หรือ AVIF ซึ่ง web.dev แนะนำว่าช่วยให้ไฟล์เล็กลง

รูปปกบนสุดของหน้าอย่าตั้งให้โหลดทีหลัง เพราะมักเป็นชิ้นที่ LCP ใช้วัด ส่วนรูปที่อยู่ลึกลงไปค่อยให้โหลดทีหลังได้ และเขียนคำอธิบายรูปให้ครบด้วยนะ ดูวิธีเขียนได้ที่ Alt Text คืออะไร

เรื่องแคช แคชคือการเก็บหน้าเว็บที่ทำเสร็จแล้วไว้ล่วงหน้า เหมือนร้านที่ต้มน้ำซุปไว้รอ ลูกค้ามาก็ตักเสิร์ฟได้เลย หลายโฮสติ้งมีให้ในตัว หรือใช้ปลั๊กอินแคชตัวเดียวก็พอ

เรื่องปลั๊กอิน ปลั๊กอินบางตัวโหลดสคริปต์ทุกหน้า แม้หน้านั้นไม่ได้ใช้ ลองไล่ดูว่าตัวไหนไม่ได้ใช้แล้วก็ปิดทิ้ง ปลั๊กอินเยอะไม่ได้แปลว่าเว็บเก่งขึ้นนะ ^_^

เรื่องพื้นที่ว่าง ถ้ามีโฆษณา แบนเนอร์ หรือวิดีโอฝัง ให้จองที่ไว้ให้ก่อน เนื้อหาด้านล่างจะได้ไม่ถูกดันลงตอนของพวกนี้โหลดเสร็จ

บอกกันตรงๆ ว่าไม่มีปลั๊กอินตัวไหนกดปุ่มเดียวแล้วรับประกันว่าผ่าน แต่ละเว็บช้าคนละจุด ต้องดูจากรายงานก่อนเสมอ

เช็กและแก้ Core Web Vitals ทีละหน้า ทำยังไง?

วิธีเช็กและแก้ Core Web Vitals ทีละหน้า คือเริ่มจากรายงานใน Search Console เลือกกลุ่มที่ช้า ทดสอบด้วย PageSpeed Insights แก้ทีละเรื่อง แล้วกดตรวจสอบการแก้ไข

  1. เปิดรายงาน Core Web Vitals ใน Search Console ดูฝั่งอุปกรณ์เคลื่อนที่ก่อน
  2. เลือกปัญหาที่อยู่ในกลุ่มช้าก่อน แล้วดูว่าค่าไหนไม่ผ่าน LCP, INP หรือ CLS
  3. เปิด URL ตัวอย่างของกลุ่มนั้นใน PageSpeed Insights
  4. อ่านคำแนะนำในส่วนผลทดสอบ แล้วเลือกแก้เรื่องที่ตรงกับค่าที่ไม่ผ่าน
  5. แก้ทีละเรื่อง แล้วทดสอบซ้ำใน PageSpeed Insights ว่าค่าดีขึ้นจริง
  6. กลับไปที่ Search Console แล้วกดตรวจสอบการแก้ไข
  7. รอผลประมาณ 28 วัน เพราะ Search Console ต้องเก็บข้อมูลจากผู้ใช้จริงใหม่

ข้อ 5 สำคัญกว่าที่คิด ถ้าแก้หลายอย่างพร้อมกัน แล้วเว็บพัง เราจะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แก้ทีละอย่าง ช้าหน่อยแต่ชัวร์กว่า

ขั้นตอนเช็กและแก้ Core Web Vitals ทีละหน้า เปิดรายงานใน Search Console ทดสอบใน PageSpeed Insights แก้ทีละเรื่อง แล้วกดตรวจสอบการแก้ไขและรอ 28 วัน
4 ขั้นเช็กและแก้ Core Web Vitals แบบย่อ

ลองหยิบหน้าที่คนเข้าเยอะที่สุดของเว็บคุณมาเช็กสักหน้าดูนะ แค่หน้าเดียวก็ได้บทเรียนเยอะแล้ว

คำถามที่พบบ่อย

FID ยังเป็นส่วนหนึ่งของ Core Web Vitals อยู่ไหม?

ไม่แล้ว INP เข้ามาแทน FID ตั้งแต่ 12 มีนาคม 2024 ตอนนี้ Core Web Vitals มี 3 ตัว คือ LCP, INP และ CLS

คะแนน PageSpeed Insights ไม่ถึง 90 จะเสียอันดับไหม?

ไม่จำเป็น คะแนน 0 ถึง 100 มาจากผลทดสอบจำลองของ Lighthouse ส่วน Core Web Vitals ที่ Search Console ใช้มาจากผู้ใช้จริง และ Google บอกว่าการไล่คะแนนเต็มเพื่อ SEO อย่างเดียวอาจไม่คุ้มเวลา

ทำไมรายงาน Core Web Vitals ใน Search Console ไม่มีข้อมูล?

ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีผู้ใช้จริงเข้าหน้าเว็บยังไม่พอให้เก็บข้อมูล หรือเพิ่งเพิ่มเว็บเข้า Search Console ได้ไม่กี่วัน ระหว่างนั้นใช้ PageSpeed Insights ช่วยเช็กไปก่อนได้

ผลบนมือถือกับคอมต่างกันได้ไหม?

ต่างกันได้ Core Web Vitals วัดแยกมือถือกับเดสก์ท็อป หน้าเดียวกันอาจเร็วบนคอมแต่ต้องปรับปรุงบนมือถือ จึงควรดูทั้งสองฝั่ง

แก้ Core Web Vitals แล้วต้องรอนานไหมกว่าผลจะเปลี่ยน?

ต้องรอประมาณ 28 วัน เพราะข้อมูลจากผู้ใช้จริงคิดย้อนหลัง 28 วัน และการตรวจสอบการแก้ไขใน Search Console ก็ติดตามผล 28 วันเช่นกัน

แหล่งอ้างอิง

ทีมงาน Rungwat SEO

เขียนโดย

ทีมงาน Rungwat SEO

เราเขียนเรื่อง SEO, AEO และ GEO ให้อ่านง่ายแบบเพื่อนเล่าให้ฟัง ทุกบทความเช็กข้อมูลกับเอกสารทางการของ Google และแหล่งต้นทาง ก่อนลงเว็บ และกลับมาอัปเดตเมื่อข้อมูลเปลี่ยน

รู้จักเราเพิ่มเติม