คำถามที่พบบ่อยสำหรับนักทำ SEO มือใหม่

น่าจะเป็นคำถามที่ถูกถามบ่อย ผมก็เลยจับมันมาใส่บทความนี้ซะเลย..

หวังว่าบทความนี้จะทำให้คลายสงสัยได้นะ ครับ

( ส่วนใครที่คิดว่าข้าแน่ ข้าเจ๋ง ไม่ต้องมาอ่านครับ )

อยากทำ SEO แต่ไม่รู้จะเริ่มทำจากตรงไหนดี ?

เริ่มจากการ อ่านหนังสือ SEO หรือ หาความรู้เพิ่มเติมใน Google หาคอร์สเรียนเสริม ( ถ้าจะจริงจัง )

พอได้ข้อมูลมาเบื้องต้นแล้ว ก็ ทดลองทำ แล้ววัดผล และที่สำคัญ เรียนรู้ html เบื้องต้นเอาไว้ด้วยครับ เพราะ ต้องใช้

หนังสือ SEO ที่ผมแนะนำ มีดังนี้นะครับ หรืออ่านข้อมูลแบบไม่เสียเงินได้ที่นี่

SEO คือ อะไรกันแน่ ? ทำไมพ่อค้า-แม่ค้า ออนไลน์ ถึงได้หลงรัก ♥

1.ดันเว็บไซต์ให้ดังด้วย SEO

หนังสือ SEO ฉบับเบสิค

หนังสือเล่มนี้เป็นของ คุณศุภณัฐ สุขโข  ซึ่งภายในหนังสือจะบอกข้อมูลพื้นฐานเบสิค ที่เหล่านักทำ SEO ควรรู้ไว้

และที่สำคัญ..  ไม่ต้องกลัวว่าผมจะหลอกคุณ เพราะผมไม่ได้ค่าคอม !!

..ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ของคุณเอง และ จงจำอะไรเอาไว้อย่างนึง..

” พื้นฐานที่ดี มักสำคัญกว่า เทคนิคที่แพรวพราว วิ้งง!! “

2.100 SEO / WEBSIRE SUCCESS GUIDELINES

ส่วนหนังสือ SEO เล่มนี้ เป็นของ คุณโจ อนุชา เนื้อหาจะเป็นประมาณ Check lists ว่าคุณทำตามนี้หรือยัง และจะบอกว่า การทำแบบนี้มันสำคัญอย่างไร

ออกแนวว่า ” รู้ไหมว่า Google ชอบเนื้อหาแบบไหนมากที่สุด ” อะไรทำนองนี้

Web Structure คืออะไร ?

web structure
ตัวอย่าง web structure

ผมต้องบอกก่อนเลยนะครับว่า วางโครงสร้างทำ Web Structure ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำ SEO เลยก็ว่าได้ จงจำเอาไว้ว่า โครงสร้างที่ดี มันจะทำให้การทำ SEO ของเรานั้นง่ายขึ้น

เรียงลำดับตามความสำคัญ แยกหมวดหมู่ให้ชัดเจน มีระบบ ” ทำให้ Google รู้ว่าในหน้านี้เนี่ย คีย์เวิดไหนสำคัญ ( หรือพยามคิดแบบ User ก็ได้ เน้นการใช้งานง่าย )

ข้อดีของการทำ Web Structure 

  • Web Structure  ในสายตา (Users )  ก็คือ เหมือนไปบ้านคนอื่นอะ ไม่ต้องไปถามเลย ว่าห้องน้ำอยู่ตรงไหน เพราะ มีป้ายบอกทาง ให้รับรู้แบบง่ายๆ  หาอะไรก็เจอ สะดวกสบาย สดใส
  • Web Structure  ในสายตา (GG ) เก็บข้อมูลง่าย เข้าใจในการทำงานของเว็บไซต์ ไหลลื่น !! GOOGLE เกลียดความซับซ้อน ดังนั้นวางแผนดีๆ เอาให้เข้าใจง่ายๆก็พอ จบ!

ขอบคุณ ลุงเต่าขเย่าเว็บ ที่ทำให้กระจ่างเรื่องนี้  เพราะตอนแรกผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ตั้งแต่ เรียน SEO กับแกมา รู้สึกเลยว่า ได้ของแปลก ๆ เพียบ ! )

XML Sitemap 

Search Engine ใช้ XML Sitemap ในการทำความเข้าใจเว็บไซต์ของคุณ ว่าเว็บคุณมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร มีโครงสร้างแบบไหน ซึ่งถ้าเราทำ Web Structure  ดี ก็จะทำให้ Google เก็บข้อมูลได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ 

ทำหน้าที่คล้ายๆกับ บรรณานุกรม หรือ สารบัญ

On-page SEO / Off-page SEO

On-Page คืออะไร?

blogger-on-page-seo-tips

ต้องขอบอกก่อนเลยว่า การทำ SEO  On-Page  นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก

ในกรณีที่เราวางโครงสร้าง หรือ กำหนดวิธีการเขียนเนื้อหาผิด ก็อาจจะทำให้อันดับ หรือว่าหน้าเว็บที่เราเขียนบทความนั้น ๆ ติดอันดับใน Google ที่ไม่ดี ก็เป็นได้

ดังนั้นวันนี้เรามา เรียนรู้พื้นฐานการวางโครงสร้างเว็บไซต์ให้แข็งแกร่งกันก่อนดีกว่าครับ

เรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติม: การทำ On-Page #SEO แบบง่าย ๆ อ่านจบได้ภายใน 5 นาที

Off-page SEO คืออะไร ?  

ถ้าหากจะพูดถึงเรื่อง SEO ก็คงจะไม่พ้นหนีคำว่า Off-page กันอย่างแน่นอน จริงไหม ?

คำว่า Off-page ก็คือ การทำให้เว็บของเราได้ ” Backlink ” (หรือ ลิ้งย้อนกลับ) กลับมาจากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพนั่นเองครับ

การทำ Backlink มีกี่รูปแบบ ?

ถ้าจะพูดแบบง่าย ๆ ก็คงจะมี ประมาณ 3 ประเภทหลัก ๆ

1. Domain Link คือ การที่เราสร้างลิงค์ด้วย Domain Name ของเว็บไซต์ หรือ URL ของเว็บไซต์

ยกตัวอย่าง 

www.Orangecat.com

2.Anchor Text Link คือ การสร้างลิงค์ด้วย Keyword หรือ ข้อความ ประโยคใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดหลักของเว็บไซต์ของเรานั่นเองครับ เช่น ผมสร้าง Anchor Text Link ด้วยคำว่า “น้ำจิ้มซีฟู้ด” เป็นต้น

3. Image Link คือ การสร้างลิงค์ด้วยรูปภาพ ซึ่ง มีความสำคัญกับการทำ SEO ด้วยเช่นกัน

เพราะการที่เว็บมี Image Link ในสัดส่วนที่เหมาะสม ทำให้ Google มองว่าเว็บของเรามีคุณภาพ มีการสร้างลิงค์ที่หลากหลาย แนะนำว่า ควรสร้าง Image Link ประมาณ 5 – 10 % ของลิงค์รูปแบบอื่นๆ ทั้งหมด

อีกทั้งช่วยสร้างความน่าสนใจ ให้ User ทำการ Click เข้าอ่านเว็บหลักอีกด้วย เป็นการช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บที่ดีมากๆ

No Follow Link / Do Follow Link

DoFollow-and-Nofollow-Links

ซึ่ง Backlink นั้นจะแบ่งได้ง่ายๆ ออกเป็น 2 ประเภท คือ DoFollow และ NoFollow นั่นเอง

DoFollow คืออะไร ?

DoFollow เป็นลิ้งแบบส่งค่าคะแนนให้กับเว็บไซต์ (เสมือนว่าเว็บไซต์นั้นได้รับการโหวต)

ยิ่งได้  LINK ประเภทนี้ จากเนื้อหาที่ใกล้เคียง หรือ ได้จากเว็บที่มีคุณภาพ ก็จะทำให้เว็บไซต์ของเรามีอันดับ หรือ มีคะแนนที่ดีขึ้นนั่นเอง

( และนี่ก็เป็นนิยามของ Do Follow Link คือลิงค์ที่จะส่งคะแนน SEO ให้กับเว็บไซต์ปลายทาง )

NoFollow คืออะไร ?

NoFollow คือ การที่เว็บนั้นๆ ส่ง Backlink หาเว็บของคุณ โดยที่เขาไม่ได้ส่งต่อประโยชน์จาก SEO มาให้คุณ

ส่วนใหญ่จะได้ LINK จากการให้เครดิต ของ บทความ Social Media รูปภาพ Social Media นั่นเอง

( แต่ผมเชื่อว่า การทำ LINK แบบ NoFollow ก็มีผลเหมือนกันนะธรรมชาติดี   )

คำสั่งที่เกี่ยวข้องกับ dofollow และ nofollow มีดังนี้

1. rel=”dofollow”  เป็นคำสั่งสร้างลิงค์แบบ dofollow

ใช้ร่วมกับแท็กคำสั่ง < a href=”www.Orangecat.com ” title=”แมวสีส้ม” rel=”dofollow” >แมวสีส้ม< /a>

2. rel=”nofollow”  เป็นคำสั่งสร้างลิงค์แบบ nofollow

ใช้ร่วมกับแท็กคำสั่ง < a href=”www.Orangecat.com ” title=”แมวสีส้ม” rel=”nofollow” >แมวสีส้ม< /a>

ถ้าอยากจะรู้ว่าการทำ Link แบบ NoFollow – DoFollow อันไหนดีกว่ากัน ก็ลองทดสอบกันดูนะครับ แล้วอย่าลืมมาบอกผมด้วยละ..

เรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติม: Off-page SEO คืออะไร ? แล้วมีผลอย่างไรกับการทำ SEO | rungwat

Keyword Research

ต้องบอกก่อนเลยนะครับว่า การทำ SEO นั้น เป็นกระบวนการ มีวิธีการคิดค่อนข้างที่จะชัดเจนเลย

และหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการทำ SEO หรือ การทำการตลาดออนไลน์ก็คือ การทำ Keyword Research  ซึ่งถ้าเรามี การทำ Keyword research ที่ดีแล้ว  จะช่วยทำให้เราลดเวลาการทำงานลงไปได้มากเลยทีเดียวครับ แถมไม่ต้องเสียเวลา

( ไอ้ความคิดที่ว่า ” เฮ่ย ถ้าเป็นผมนะ ผม ค้นหา ด้วย Keyword นี้แน่ ๆ อะ  ”  < เลิกล้มตอนนี้ยังทัน

Keyword คืออะไร?

  • Keyword คือ คำ หรือ วลี ที่เราต้องการให้เวลาที่มีการค้นหาใน Google นั่นเอง อาทิเช่น แมว แมวสีส้ม

Keyword Research หาจากไหน ?

  • neilpatel.com
  • keysearch.co/research
  • keywordrevealer.com
  • kwfinder.com
  • keywordtool.io/
  • adwords.google.com/ko/KeywordPlanner/
  • ahrefs.com
  • wordstream.com/
  • wordtracker.com/

ปล.เครื่องมือบางตัวอาจจะใช้ได้ฟรีวันละ 1-3 ครั้งดังนั้นโปรดใช้อย่างประหยัดนะครับ ซึ่งโปรแกรมแต่ละตัวก็จะมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันไป

ดังนั้น ควรที่จะใช่ร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ ด้วยนะครับ อาทิเช่น เรา หาคีย์ แมวสีส้ม กับ Kwfinder อาจจะได้สัก 5 คำ แต่พอไปหาใน Keywordtool io กับได้ 9 คำอะไรแบบนี้

หน้าตาคร่าว ๆ ของ Keyword Research tools

neilpatel
kwv
kwfinder

CTR คืออะไร ?

CTR = Click to Rate หมายถึงอัตราการคลิ๊กจากหน้า Search ดูผิวเผินถ้าได้คลิ๊กเยอะแปลว่าดี..

แต่เอาเข้าจริงแล้วเมื่อได้คลิ๊กมาแล้ว Users จะต้องมี Action บนหน้าเว็บของเราด้วย ในกรณี ถ้าคลิ๊กมาแล้วปิด หรือ กด Back กลับเร็ว ก็จะกลายเป็นผลเสียทันที !!

Action ที่ Users กระทำแล้วถือว่าได้ผลดี คือ มีการกระทำใด ๆ บนหน้าเว็บที่เปิด เช่น Scroll Down, Click to any Pages
ถ้า อย่างเดียว จะได้คะแนน Bounce Rate

หรือจะพูดแบบง่ายๆ ก็คือ ทำให้คนมันอ่านเนื้อหาของเราจริงๆ  มีการคลิ๊กเล่น VDO มีการ Scroll Down มีการคลิ๊กไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติม แบบนี้ถึงจะดี ซึ่งยิ่งทำให้ User อยู่นาน ก็ยิ่งทำให้ อัตตรา Bounce Rate ของเว็บเรา ต่ำลงนั่นเอง

ต้องอยู่นานแค่ไหน ถึงจะดี ?

ซึ่งอัตราที่จะให้ได้คะแนนดีคือควรจะอยู่ในหน้าเว็บมากกว่า 30 sec. แต่ถ้าไม่ Scroll Down เลย Bounce Rate จะสูงซึ่งไม่เป็นผลดี
ส่วนการคลิ๊กไปหน้าอื่น ๆ จะทำให้ได้คะแนน Time on Site ซึ่งยิ่งอยู่นานค่ายิ่งสูงยิ่งดี

ทั้งหมดนี้คือหน้าที่ของอัลกอริทึ่ม RankBrain   ( ขอบคุณ ข้อมูลจาก ลุงเต่าเขย่าเว็บ )

เสริมนิดนึง : RankBrain  คือ AI ตัวแสบที่จะมาพลิกวงการทำ SEO เลยก็ว่าได้ เพราะเจ้า RankBrain นั้นมันมีความคิดเป็นของตัวเอง

พูดง่ายๆ มันพยามเรียนแบบพฤติกรรมของ User นั่นเอง อะไรที่เป็นกระแส มันจะมองออกได้เลยว่า เนื้อหานี้มีคนต้องการมากจริงๆ มันก็มักจะนำข้อมูลนั้นไปแสดงก่อนใคร

ต่อไป จำนวน Backlinks, ค่า DA/PA, Domain age และตัวเลขในเชิงปริมาณต่างๆ  ของเว็บไซต์ อาจจะถูกลดความสำคัญลงหรืออาจจะไม่มีความจำเป็นอีกเลยก็ได้  (เดานะ)

วิธีคิดค่า CTR

CTR คือ จำนวนคลิกที่โฆษณาได้รับหารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาปรากฏ

หรือก็คือ คลิก ÷ การแสดงผล = CTR เช่น หากคุณได้รับคลิก 5 ครั้งและมีการแสดงผล 100 ครั้ง CTR จะเท่ากับ 5%

Keyword Density คืออะไร ?

KD = คือการกระจายตัวของ คีย์เวิด ในบทความนั้นๆ ในกรณีที่ใส่มากเกินไป ก็จะกลายเป็นสแปม อันดับตก ในกรณีใส่น้อยเกินไป บทความก็จะไม่มีน้ำหนักพอ ที่จะทำให้ GG เชื่อว่าเนื้อหาบทความเราเกี่ยวกับอะไร

พอไม่รู้ว่าเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ทีนี้อันดับก็จะไม่ดี (ดังนั้นเรื่องนี้สำคัญมาก จงเอาใส่ใจกับมัน ให้มาก )

Keyword Density (KD) วัดจาก เครื่องมือที่ชื่อว่า SEOquake

หรือถ้ายังไม่เข้าใจ ลองอ่านข้อมูลเพิ่มเติมในนี้ดู Keyword Density กุญแจแห่งความสำเร็จบนโลก SEO

SERPs คืออะไร ?

Search Engine Result Pages

SERPs ย่อมาจาก Search Engine Result Pages หรือหน้าที่แสดงผลใน Search Engine เวลาคนใส่ Keyword เพื่อทำการค้นหานั่นเอง

ยกตัวอย่าง คีย์เวิด แมวสีส้ม 

โปรแกรมเช็คอันดับเว็บไซต์ ใช้ตัวไหนดีสุด

จริงๆบนโลกนี้ก็มีโปรแกรมที่เอาไว้สำหรับ เช็คอันดับบน Google หลายตัวมากๆเลยนะ บางอันก็มาในรูปแบบ APP บางอันก็มาในรูปแบบ Website ใครจะสะดวกใช้อันไหนก็ตามสบายเลย

1.serprobot.com

โปรแกรมเช็คคีย์เวิด
serprobot โปรแกรมเช็คคีย์เวิด แบบฟรี

วิธีการใช้งานเบื้องต้น 

ถ้าหากจะให้เหลา !!  ตัวนี้ก็ถือว่าเป็นของ ฟรี ที่ใช้ดีแบบสุดๆเลยแหละ วิธีการใช้งานก็แสนง่าย เพียงแค่ทำตามนี้

1.เลือก Search Engine ที่เราจะทำการค้นหา จะเป็น Google.com หรือ จะเป็น Google.co.th ก็ได้

2.ใส่ชื่อเว็บไซต์ของเราเข้าไป เอาจริงๆ ใส่เพียงแค่หน้าแรกก็พอ ( โปรแกรมมันฉลาดเดียวมันไปดึงหน้าที่ติดอันดับมาให้ )

3.กรอกคีย์เวิดที่ต้องการเช็คอันดับ

4.มันจะมีปุ่มกดข้างล่าง ที่เขียนว่า Check SERP Now! ( แต่อย่าลืมกดติ๊ก I’am not a robot )

โปรแกรมเช็คคีย์เวิด

หลังจากกดไปแล้ว มันจะแสดงอันดับอยู่ ขวาบน บอกได้เลยว่าการเช็คอันดับด้วยเว็บไซต์นี้ถือว่ามีความแม่นยำสูงมากเลยละ

โปรแกรมเช็คอันดับตัวนี้จะดีแค่ไหน !!  ก็ลองไปใช้งานกันเอง ไม่ขอบอกละกัน มันเป็น ความลับ !!

2.Proranktracker

Proranktracker โปรแกรมเช็คอันดับ
Proranktracker โปรแกรมเช็คอันดับ

ถ้าถามว่าตัวนี้ดีไหม ก็ต้องขอตอบว่าดีละนะ เพราะว่ามันมีให้ทดลองใช้แบบฟรี โดยไม่จำกัดวันด้วยไง!!

ส่วนเงื่อนไขก็แสนง่ายดาย ใส่ฟรีได้ 20 Keyword ใส่ URL ได้ 2 เว็บ ข้อดีของมันอีกอย่างนึงก็คือ สามารถดาวโหลด APP เอาไว้ดูในมือถือ ได้อีกด้วย

วิธีการใช้งานเบื้องต้น 

1.Add URLs & Terms + Advanced Add กดตกลง !!

หน้าต่างโปรแกรม proranktracker

หลังจากนั้น มันจะเข้ามาหน้านี้เว่ยย แล้วทำตามนี้เลยนะ

1.เลือกรูปแบบที่เราอยากดู ถ้า กดแบบ Organic ก็แสดงว่าอยากดูแบบ ทั่วไป

2.ใส่ URL หลักของเว็บเราเข้าไป

3.ใส่คีย์เวิดที่ต้องการเช็ค
4.เลือก Google.co.th
5.กด Save

หลังจาก ADD Keyword ก็จะเจอหน้าจอแบบนี้

ความรู้เบื้องต้นอีกนิด

สีแดง แปลว่า อันดับตก

สีเขียว แปลว่าอันดับขึ้น

สีดำ แปลว่า ไม่ขึ้นไม่ลง

จบ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

เอาไปใช้แค่สองตัวก่อนนะ จริงๆ มีอีกหลายตัว แต่ไม่เคยได้ใช้ ก็เลยไม่อยากเอามารีวิว

Contents Fake

โปรแกรมสปินบทความ ยังสามารถใช้ได้อยู่หรือไม่ ?

ปัจจุบันนี้ ต้องขอบอกก่อนเลยว่า โปรแกรมสปินบทความ ก็มีอยู่หลายเกรด มีตั้งแต่ A B C D ก็ว่าได้เลยล่ะ ซึ่งโปรแกรมสปินบทความ มันก็มีทั้งแบบอ่านรู้เรื่อง และ ไม่รู้เรื่อง

ตัวอย่างของการสปินบทความ
ตัวอย่างของการสปินบทความ

ส่วนมาก บทความที่สปินมา มักจะนำไปใช้ทำ BL ( Backlink ) ส่งเสริมการทำ SEO Off Page   เพื่อดันอันดับเท่านั้นเองครับ

แต่ถ้าเอามาใส่ภายในเว็บตัวเอง.. ก็ รอวันตายได้เลยครับ นั่นหมายถึง คุณกำลังวางยาพิษให้กับเว็บไซต์ของคุณเอง

สรุป ปัจจุบันนี้ โปรแกรมสปินบทความ ยังสามารถทำอันดับได้ครับ  ( แต่ผมไม่ได้แนะนำ หรือ ส่งเสริมให้ทำนะครับ ) 

แต่ถ้าใคร..อยากทำรายได้ไปกับเว็บอีกนานๆ แนะนำให้เขียนบทความเอง จะดีกว่านะครับ 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม : Off-page SEO คืออะไร ? แล้วมีผลอย่างไรกับการทำ SEO | rungwat

วิธีทำอันดับโดยไม่ใช้โชคช่วย 

วิธีการทำเว็บนี้ก็ง่ายๆ ครับ

1.ผมคัดสรรค์บทความที่คิดว่าดีที่สุด โพสลงไป
2.รอมันติดอันดับ จนนิ่ง
3.หลังจากนั้นเริ่มทำ Backlink ครับ

4.รอดูผล ถ้ามันขยับขึ้น ถือว่าถูกทาง “BL ผมทำน้อยมาก แต่เน้นคุณภาพเลย คือเว็บที่เชื่อมกันคือ เนื้อหาเดียวกัน 100 %”

5.ห้ามใจร้อน ต่อให้ยิง ลิ้งก์ไปแล้ว มันไม่ขยับหรืออะไรก็แล้วแต่ ให้สังเกตุการณ์ต่อไป เดียวมันจะเผยธาตุแท้ของมันออกมาเอง ถ้าหากยังนิ่ง ให้ ทำ BL เพิ่ม

และนี่คือ TIME LINE ของผม แต่จริงๆ มันมีอะไรอีกหลายอย่างที่ผมคง บรรยายไม่หมด แต่ก็ ลองเอาวิธีนี้ไปปรับใช้กันเองนะครับ

เว็บอายุประมาณเท่าไหร่ถึง ทำ BL ได้

จากประสบการณ์ส่วนตัว ไม่มีเวลาตายตัวครับ ผมจะทำก็ต่อเมื่อ อันดับเว็บไซต์เริ่มติดแล้ว หรือ เว็บไซต์เริ่มมีคนเข้าเล็กน้อย

ในกรณีที่เว็บยังไม่มีคนเข้า ผมจะไม่ทำ BL เด็ดขาดครับ อันนี้ในกรณี คีย์เวิดปานกลางนะครับ

แต่ถ้า กรณีคีย์เวิดการแข่งขันสูงแบบนี้ ก็ต้อง ทำตั้งแต่แรกเลย เพื่อให้มันวิ่งขึ้นไปตำแหน่งสูงๆ เน้นความแรงของ BL ที่ส่งมาให้เท่านั้นครับ

วิธีหา backlink หายังไง ?

อันนี้ต้องขอขอบคุณเจ้าของคลิปด้วยนะครับ ที่ได้ทำ VDO ตัวนี้ขึ้นมาเผยแพร่ บอกได้เลยว่า มีประโยชน์มากๆ สำหรับมือใหม่

เหตุผลที่ผมนำ VDO ชุดนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า

1.เว็บที่แกะ Backlink นั้นเป็นของฟรี ซึ่งไม่ว่าใครก็สามารถทำตามได้

2.เนื้อหาไม่ซัพซ้อน ดูแล้วสามารถทำตามได้ทันที

วิธีการทำงานของโปรแกรมแกะ BL

1.หาเว็บคู่แข่งของเรา หรือ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาเรา

2.ดูเพื่อที่เราจะได้เข้าไปทำตามได้ คอยสังเกตุว่า เขา ทำ Backlink แบบไหนบ้าง แต่ถ้ายังไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็ลองทำความเข้าใจกับเนื้อหานี้ก่อน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม : รู้จักกับ Backlink SEO ในรูปแบบต่าง ๆ กันหรือยัง ?

3.เขียนเนื้อหา Off-Page ให้ดีกว่าเขา

ปล. ผมขอข้ามการแกะ BL จากโปรแกรม จำพวก ahrefs majestic seo ไปก่อนแล้วกันนะครับ เนื่องจาก ราคาค่อนข้างที่จะแพง และ ไม่เหมาะสมสำหรับคนที่พึ่งเริ่มทำนะครับ

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก ช่อง Youtube ขายอะไรดี ออนไลน์

PBN คืออะไร ??

Private Blog Network

PBN ถูกย่อมาจากคำว่า Private Blog Network ( ไพรเวท บล็อก เน็ตเวิค ) หมายถึง เว็บไซต์ เครือข่าย ส่วนตัว

น้องบัว : PBN มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ?

Rungwat : มีจุดประสงค์เพื่อทำอันดับ เปรียบเหมือนเอาเว็บที่มีความน่าเชื่อถือ มาเพิ่มเครดิตให้กับเว็บหลักของตัวเอง

น้องบัว : เว็บที่มีความน่าเชื่อถือ ! หมายถึงอะไร

Rungwat : ปกติแล้ว เว็บไซต์ที่ถูกมาทำเป็น Private Blog Network จะเป็นเว็บไซต์ที่เคยรุ่งโรจในอดีต นั่นเอง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม : Private Blog Network คืออะไร ทำไมนักทำ SEO ถึงฮ่าวทำกันจัง

ลิ้งออกไปเว็บอื่น จำเป็นไหม

ไม่จำเป็น..

โดเมนภาษาไทยยังดีอยู่ไหม
โดเมนภาษาไทยยังดีอยู่ไหม

โดเมนภาษาไทย ยังดีอยู่ไหม ?

ดเมนภาษาไทย ยังดีอยู่ไหม ? หรับสำการทำ SEO ในยุคปัจจุบัน 2019

อันนี้ผมขอพูดในมุมของผมนะครับ จากประสบการณ์ที่พบเจอมา..

ก่อนอื่นเลย ผมขอย้อนไปเมื่อ 2016-2017 ผมค่อนข้างมันใจเลยว่า การใช้ชื่อโดเมนภาษาไทย จะมีผลต่อการทำอันดับอย่างแน่นอนครับ

แต่สมัยนี้ดูแล้ว . . ไม่ค่อยมีผลสักเท่าไรครับ ไม่มากเท่าเมื่อก่อน ที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม :โดเมนภาษาไทย ยังดีอยู่ไหม ? สำหรับการทำ SEO 2019

ชื่อโดเมน จำเป็นต้องมีคีย์เวิดไหม ??

ถ้ามีก็ดีนะ จะได้สื่อให้ User เข้าใจด้วยว่าเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไร ..

 

ฝากสุดท้ายสำหรับวันนี้ อย่าเชื่อสิ่งที่ฟังต่อๆ กันมา อย่าเชื่อกูรูคนไหน

อย่าเชื่อ หนังสือ SEO อย่าเชื่อบทความ SEO จาก Rungwat และที่อื่น ๆ

อย่าเชื่ออดีต หรือ KEYWORD ที่เคยสำเร็จ และล้มเหลว

อย่าเชื่อผม

อย่าเชื่อตัวเลขสถิติ อย่าเชื่อวิทยาศาสตร์

จงสงสัยตลอดเวลา จงทดลองตลอดเวลา หาข้อสรุปและเรียนรู้ตลอดเวลา อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด

SEO ไม่มีใครบอกคุณได้ จงเชื่อในการทดสอบ ของตัวคุณเอง