Keyword Research คืออะไร หาคีย์เวิร์ดทีละขั้นแบบมือใหม่

เขียนบทความไปเยอะ แต่ไม่ค่อยมีใครค้นเจอ ปัญหาอาจเริ่มตั้งแต่ก่อนลงมือเขียนก็ได้นะ

Keyword Research คือ การหาว่าลูกค้าพิมพ์คำอะไรใน Google ตอนหาสิ่งที่เราขาย แล้วเลือกคำที่ใช่มาวางแผนทำหน้าเว็บ ภาษาไทยเรียกว่าการหาคีย์เวิร์ด

สรุปสั้นๆ ก่อนอ่าน

  • Keyword Research คือการหาคำที่ลูกค้าใช้ค้นจริง แล้วเลือกคำมาทำหน้าเว็บ
  • เริ่มจากคำที่ลูกค้าพูดจริง แล้วขยายด้วยเครื่องมือฟรีของ Google
  • ค้นคำนั้นเองใน Google เพื่อดูว่าคนค้นอยากได้หน้าแบบไหน
  • จำนวนคนค้นและคะแนนความยากเป็นค่าประมาณ ใช้ช่วยเรียงลำดับเท่านั้น
  • หนึ่งหน้าเว็บมีคำหลัก 1 คำ แล้วเรียงคำที่เหลือเป็นแผนคอนเทนต์

Keyword Research คืออะไร ทำไปเพื่ออะไร?

Keyword Research คือขั้นตอนหาคำที่คนใช้ค้นจริง แล้วเลือกคำที่ตรงกับธุรกิจมาทำเป็นหน้าเว็บ เป้าหมายคือทำหน้าที่ตอบสิ่งที่คนกำลังค้นอยู่แล้ว แทนการเดาเอาเอง

นึกภาพแผงขายของในตลาดนะ ถ้าติดป้ายว่า “ผลิตภัณฑ์แป้งอบ” คนเดินผ่านยังงงว่าขายอะไร แต่ถ้าติดป้ายว่า “ขนมปังอบใหม่ทุกเช้า” คนหยุดดูทันที

เว็บก็เหมือนกันเลย คำที่เราใช้เรียกของตัวเอง อาจไม่ใช่คำที่ลูกค้าพิมพ์ค้น Keyword Research ช่วยให้เราเห็นคำของลูกค้า แทนคำของเรา

คู่มือ SEO ของ Google เองก็แนะนำให้คิดว่าคนจะพิมพ์คำอะไรเพื่อหาเนื้อหาของเรา และบอกด้วยว่าคนที่รู้เรื่องนั้นดีกับคนที่เพิ่งเริ่ม อาจใช้คำค้นไม่เหมือนกัน

หน้านี้เน้นวิธีทำแบบมือใหม่ ใช้ของฟรีเป็นหลัก เหมาะกับร้านเล็กหรือธุรกิจที่ยังไม่มีงบซื้อเครื่องมือ

ทำ Keyword Research ฟรีด้วยเครื่องมือของ Google ได้ไหม?

ทำได้ Google มีเครื่องมือที่ไม่ต้องจ่ายค่าใช้งานหลายตัว เช่น ช่องค้นหา Google, Search Console, Keyword Planner และ Google Trends ใช้คู่กันจะเห็นภาพครบกว่า

ขั้น เครื่องมือฟรี ได้อะไร
หาคำตั้งต้น แชตร้าน รีวิว คำถามหน้าร้าน คำที่ลูกค้าพูดจริง
ขยายคำ คำแนะนำตอนพิมพ์ในช่องค้นหา Google (Autocomplete) คำที่เคยมีคนค้นจริงบน Google
หาคำถาม กล่อง People Also Ask ในหน้าผลการค้นหา คำถามที่เกี่ยวกับเรื่องที่ค้น
หาคำใกล้เคียง ส่วน Related searches ในหน้าผลการค้นหา คำที่คนอื่นค้นในเรื่องเดียวกัน
ดูคำที่พาคนมาเว็บแล้ว Google Search Console แท็บคำค้นหา คำที่ทำให้เว็บเราขึ้นผลค้นหา พร้อมจำนวนคลิกและการแสดงผล
ดูจำนวนคนค้นโดยประมาณ Google Keyword Planner ค่าประมาณจำนวนครั้งที่คนค้นต่อเดือน
ดูกระแสตามช่วงเวลา Google Trends ความนิยมเทียบกันเป็นคะแนน 0 ถึง 100 ไม่ใช่จำนวนคนค้น

คำแนะนำตอนพิมพ์ในช่องค้นหา Google มาจากการค้นหาจริงบน Google แต่ก็ขึ้นกับภาษา พื้นที่ที่ค้น กระแสช่วงนั้น และประวัติการค้นของแต่ละคนด้วย

แปลว่าเราเห็นคำแนะนำไม่เหมือนเพื่อนก็ได้ ไม่ต้องตกใจ จดคำที่เกี่ยวกับธุรกิจเราไว้ก่อน แล้วค่อยกรองทีหลัง

ภาพจำลองหน้าค้นหา Google ชี้ 3 จุดที่หาไอเดียคีย์เวิร์ดได้ฟรี คือคำแนะนำตอนพิมพ์ กล่อง People Also Ask และส่วน Related searches
3 จุดบนหน้าค้นหา Google ที่ใช้หาไอเดียคำค้น (ภาพจำลอง คำสมมติ)

Google Search Console เป็นบริการฟรีของ Google แท็บคำค้นหาในรายงานประสิทธิภาพบอกว่าคนพิมพ์คำอะไรแล้วเจอเว็บเรา ถ้ายังไม่เคยเปิด ดูวิธีเริ่มใช้ Google Search Console ก่อนได้

ส่วน Keyword Planner เป็นเครื่องมือของ Google Ads ที่ Google บอกว่าใช้ฟรี แต่ต้องตั้งค่าบัญชี Google Ads ให้เสร็จ ใส่ข้อมูลการเรียกเก็บเงิน และสร้างแคมเปญก่อน

ถ้าสร้างแคมเปญไว้แค่เพื่อเปิดเครื่องมือ อย่าลืมเช็กว่าไม่ได้เปิดโฆษณาค้างไว้นะ เดี๋ยวจะเสียเงินโดยไม่ตั้งใจ

วิธีทำ Keyword Research ทีละขั้น มีอะไรบ้าง?

วิธีทำ Keyword Research แบบมือใหม่มี 7 ขั้น คือ จดคำของลูกค้า ขยายคำ ดูคำจริงใน Search Console เช็กเจตนาคนค้น ดูตัวเลข จัดกลุ่มคำเป็นหน้าเว็บ แล้วทำเป็นแผนคอนเทนต์

  1. จดคำตั้งต้นจากลูกค้า เปิดแชต อ่านรีวิว ถามคนหน้าร้าน ว่าลูกค้าเรียกสินค้าเราว่าอะไร ได้สัก 5 ถึง 10 คำก็พอ
  2. ขยายคำด้วยหน้าค้นหา Google พิมพ์คำตั้งต้นในช่องค้นหา จดคำแนะนำ คำถามใน People Also Ask และคำใน Related searches ลงตาราง
  3. ดึงคำจริงจาก Search Console ถ้าเว็บเปิดมาสักพักแล้ว เปิดรายงานประสิทธิภาพ แท็บคำค้นหา มักเจอคำที่เราไม่เคยคิดมาก่อน
  4. เช็กเจตนาของคนค้นทีละคำ ค้นคำนั้นเอง ดูว่าหน้าที่ขึ้นมาเป็นบทความ หน้าสินค้า หรือแผนที่ร้าน
  5. ดูตัวเลขประกอบ ใช้จำนวนคนค้นและคะแนนความยากช่วยเรียงลำดับ ไม่ใช้เป็นตัวตัดสินอย่างเดียว
  6. จัดกลุ่มคำเป็นหน้าเว็บ คำที่คนค้นแล้วอยากได้คำตอบเดียวกัน ให้อยู่หน้าเดียวกัน แล้วเลือกคำหลัก 1 คำต่อหน้า
  7. ทำเป็นแผนคอนเทนต์ เรียงว่าหน้าไหนทำก่อน ลงเมื่อไร แล้วกลับมาดูผลใน Search Console

ขั้นแรกสำคัญที่สุดเลยนะ เพราะเครื่องมือทุกตัวต้องมีคำให้เริ่ม ถ้าคำตั้งต้นผิดทาง คำที่ขยายออกมาก็ผิดทางตามไปทั้งแผง

แผนภาพ 7 ขั้นของ Keyword Research จากจดคำของลูกค้า ขยายคำ ดูคำใน Search Console เช็กเจตนา ดูตัวเลข จัดกลุ่มคำ จนถึงทำแผนคอนเทนต์
7 ขั้นทำ Keyword Research แบบมือใหม่

ภาษาไทยมีเรื่องจุกจิกอีกนิด เพราะเราเขียนติดกันและสะกดได้หลายแบบ ลองค้นทั้งแบบเว้นวรรคและไม่เว้น ทั้งคำไทยและคำอังกฤษ เช่น เค้ก กับ cake

ครั้งแรกอาจรู้สึกว่าเยอะ ไม่ต้องรีบนะ ทำทีละหมวดสินค้าก็ได้ ได้หน้าดีๆ ทีละหน้า ดีกว่ารีบทำทั้งเว็บแล้วไม่เสร็จสักหน้า

เช็ก search intent ของคีย์เวิร์ดจากหน้าผลค้นหายังไง?

วิธีง่ายที่สุดคือค้นคำนั้นใน Google แล้วดูหน้าที่ขึ้นอันดับต้นๆ ถ้าส่วนใหญ่เป็นบทความ คนค้นอยากรู้ ถ้าเป็นหน้าสินค้าหรือแผนที่ร้าน คนค้นพร้อมซื้อหรือพร้อมไปร้าน

เจตนาของคนค้นแบบนี้ ในวงการ SEO เรียกว่า search intent ถ้าอยากรู้ว่ามีกี่แบบ อ่านSearch intent คืออะไร ต่อได้เลย

สมมติเราค้นคำว่า “สั่งเค้กวันเกิด” แล้วเจอแต่หน้าร้านกับหน้าสั่งของ แปลว่าคนค้นอยากซื้อ ถ้าเราเขียนบทความประวัติเค้กไปตอบ ก็ไม่ตรงใจเขาแล้ว

แต่ถ้าสมมติค้นคำว่า “วิธีเก็บเค้กในตู้เย็น” แล้วเจอแต่บทความและวิดีโอ แปลว่าคนค้นอยากได้ความรู้ หน้าขายเค้กอย่างเดียวก็ตอบไม่ตรงเหมือนกัน

ผลค้นหาจริงขึ้นกับพื้นที่และช่วงเวลา ลองค้นเองทุกครั้งนะ และถ้าหน้าที่ติดอันดับเป็นแบบที่เราทำไม่ได้ ข้ามคำนั้นไปก่อนก็ไม่เสียหาย

ควรเชื่อตัวเลข Search Volume และ Keyword Difficulty แค่ไหน?

เชื่อพอให้เรียงลำดับได้ แต่อย่าถือเป็นตัวเลขจริงเป๊ะ Search Volume เป็นค่าประมาณ ส่วน Keyword Difficulty เป็นคะแนนที่เครื่องมือแต่ละเจ้าคิดขึ้นเอง ไม่ใช่คะแนนจาก Google

Search Volume คือจำนวนครั้งที่คนค้นคำหนึ่งต่อเดือน หน้าช่วยเหลือของ Keyword Planner เองก็เรียกตัวเลขนี้ว่าค่าประมาณ

Keyword Difficulty หรือ KD คือคะแนนความยาก ส่วนมากให้เป็น 0 ถึง 100 แต่ละเครื่องมือคิดจากข้อมูลไม่เหมือนกัน เช่น บางเจ้าดูจำนวนเว็บที่ลิงก์มาหาหน้าที่ติดอันดับ

เพราะสูตรต่างกัน เอาเลข KD จากเครื่องมือหนึ่งไปเทียบกับอีกเครื่องมือหนึ่งไม่ได้ และบางเครื่องมือก็ไม่ได้ดูเนื้อหาในหน้าเลย

อีกเรื่องที่คนชอบสับสน ช่อง “การแข่งขัน” ใน Keyword Planner วัดจำนวนผู้ลงโฆษณาในคำนั้น ไม่ได้วัดว่าทำ SEO ยากแค่ไหน

ส่วน Google Trends ให้คะแนนความนิยม 0 ถึง 100 เทียบกันในช่วงเวลาและพื้นที่ที่เลือก เหมาะดูว่าคำไหนขึ้นลงตามฤดู ไม่ได้บอกว่ามีคนค้นกี่ครั้ง

เช็กลิสต์ 4 คำถามก่อนเลือกคีย์เวิร์ด ตรงกับของที่ขายไหม หน้าที่ติดอันดับเป็นแบบที่เราทำได้ไหม มีคนค้นบ้างไหม และเราตอบได้ดีกว่าไหม
ถาม 4 ข้อนี้ก่อนเลือกคีย์เวิร์ด ตัวเลขเป็นแค่ตัวช่วย

แล้วควรดูอะไรแทน เปิดหน้าผลค้นหาแล้วถามตัวเองตรงๆ ว่าหน้าเราตอบได้ดีกว่าหน้าที่ติดอยู่ไหม ถ้าคำตอบคือยังไม่ไหว ก็เริ่มจากคำที่เจาะจงกว่า

คำเจาะจงแบบนี้เรียกว่า Long-tail Keyword แต่ละคำคนค้นไม่มาก แต่คนค้นรู้ชัดว่าอยากได้อะไร ร้านเล็กมักเริ่มจากคำแบบนี้ได้ง่ายกว่า

เห็นตัวเลขคนค้นสูงๆ ใครก็ตาลุกกันทั้งนั้นแหละ 555 แต่สำหรับร้านเล็ก คำที่ตรงกับของในร้านเป๊ะๆ มักพาคนที่อยากซื้อจริงมาได้มากกว่า

จัดกลุ่มคีย์เวิร์ดเป็นหน้าเว็บยังไง ไม่ให้หน้าแย่งกันเอง?

ให้รวมคำที่คนค้นแล้วอยากได้คำตอบเดียวกันไว้ในหน้าเดียว แล้วตั้งคำหลัก 1 คำต่อ 1 หน้า ถ้าทำหลายหน้าตอบคำเดียวกัน หน้าของเราจะแย่งกันเอง คนอ่านก็สับสนว่าควรอ่านหน้าไหน

วิธีดูง่ายๆ คือค้นสองคำนั้นแยกกัน ถ้าหน้าที่ขึ้นมาแทบเป็นชุดเดียวกัน สองคำนั้นมักต้องการคำตอบเดียวกัน ให้รวมไว้หน้าเดียว

สมมติร้านเค้กเจอคำว่า “เค้กวันเกิดส่งถึงบ้าน” กับ “สั่งเค้กวันเกิดออนไลน์” สองคำนี้ฟังต่างกันนิดหน่อย แต่คนค้นอยากได้สิ่งเดียวกัน คือสั่งเค้กแล้วมีคนมาส่ง

อาการที่หลายหน้าในเว็บเดียวกันแย่งคำเดียวกัน วงการ SEO เรียกว่า Keyword Cannibalization เจอบ่อยในเว็บที่เขียนบทความไปเรื่อยๆ โดยไม่มีรายการคำ

Google เองก็มีคำถามชวนเช็กตัวเองว่า เรากำลังทำเนื้อหาเยอะๆ หลายเรื่อง เผื่อบางหน้าจะติดอันดับหรือเปล่า ทำน้อยหน้าแต่ตอบครบ ดีกว่าแตกเป็นหน้าเล็กๆ เต็มไปหมด

แผนภาพจัดกลุ่มคีย์เวิร์ดสมมติของร้านเบเกอรี่ คำที่ต้องการคำตอบเดียวกันรวมเป็นหนึ่งหน้า ได้หน้าสั่งเค้ก หน้าเค้กหวานน้อย และบทความเก็บเค้ก
คำที่ต้องการคำตอบเดียวกัน รวมไว้หน้าเดียว (คำสมมติ)

ในหน้าเดียวกัน ใส่คำรองที่ความหมายใกล้กันได้ตามธรรมชาติ ไม่ต้องยัดคำซ้ำ เพราะ Google บอกไว้ชัดว่าการยัดคีย์เวิร์ดผิดนโยบายสแปม

ตัวอย่างสมมติ ร้านเบเกอรี่เปลี่ยนคีย์เวิร์ดเป็นแผนคอนเทนต์ยังไง?

แผนคอนเทนต์คือตารางที่บอกว่าคำหลักแต่ละคำจะกลายเป็นหน้าไหน หน้าแบบไหน และทำก่อนหลังยังไง ตัวอย่างนี้เป็นร้านสมมติ คำทั้งหมดก็เป็นคำสมมติ ไม่ใช่ข้อมูลจริง

สมมติว่ามีร้านเบเกอรี่เล็กๆ ในเชียงใหม่ ขายเค้กวันเกิดกับขนมปังโฮลวีต เจ้าของจดคำจากแชตลูกค้าได้ เช่น เค้กวันเกิด เค้กไม่หวาน ขนมปังโฮลวีต และส่งถึงบ้านไหม

พอเอาไปขยายในหน้าค้นหา Google แล้วจัดกลุ่ม ก็ได้แผนแบบนี้ (ตัวอย่างสมมติทั้งตาราง)

คำหลักของหน้า คำรองในหน้าเดียวกัน หน้าที่จะทำ ลำดับ
สั่งเค้กวันเกิด เชียงใหม่ เค้กวันเกิดส่งถึงบ้าน, สั่งเค้กวันเกิดออนไลน์ หน้าสั่งเค้ก ทำก่อน
เค้กหวานน้อย เค้กไม่หวาน, เค้กสำหรับผู้สูงอายุ หน้าหมวดสินค้า ทำก่อน
ขนมปังโฮลวีตต่างจากขนมปังขาวยังไง ขนมปังโฮลวีตคืออะไร บทความความรู้ ทำทีหลัง
เก็บเค้กในตู้เย็นได้กี่วัน วิธีเก็บเค้กข้ามคืน บทความความรู้ ทำทีหลัง

ทำไมหน้าสั่งเค้กมาก่อน เพราะคนที่ค้นคำนี้พร้อมซื้อแล้ว และร้านมีของตอบได้ทันที ส่วนบทความความรู้ช่วยให้คนรู้จักร้าน แล้วค่อยลิงก์กลับมาหน้าสั่งเค้ก

ทำเสร็จแต่ละหน้า ให้จดวันที่ลงไว้ในตารางเดียวกัน ผ่านไปสักพักค่อยเปิด Search Console ดูว่ามีคำใหม่ที่คนใช้ค้นเจอหน้านั้นไหม คำใหม่พวกนั้นคือวัตถุดิบรอบต่อไป

ลองหยิบกระดาษมาจดคำที่ลูกค้าถามบ่อยสัก 5 คำดูนะ แค่นี้ก็เริ่ม Keyword Research รอบแรกได้แล้ว

คำถามที่พบบ่อย

Keyword Research คืออะไร พูดง่ายๆ ได้ไหม?

Keyword Research คือการหาว่าคนพิมพ์คำอะไรใน Google ตอนหาสิ่งที่เราขายหรือเรื่องที่เราเขียน แล้วเลือกคำที่ตรงกับธุรกิจมาทำเป็นหน้าเว็บ

ทำ Keyword Research ฟรีได้ไหม?

ได้ ใช้ช่องค้นหา Google, Search Console, Keyword Planner และ Google Trends ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าเครื่องมือ แต่ Keyword Planner ต้องตั้งค่าบัญชี Google Ads ให้เสร็จ ใส่ข้อมูลการเรียกเก็บเงิน และสร้างแคมเปญก่อน

ต้องซื้อเครื่องมือ Keyword Research ไหม?

มือใหม่ยังไม่จำเป็น เครื่องมือเสียเงินช่วยให้หาคำได้เร็วขึ้นและมีคะแนนความยากให้ดู แต่ตัวเลขในเครื่องมือก็ยังเป็นค่าประมาณ ต้องเช็กกับหน้าผลค้นหาจริงอยู่ดี

หนึ่งหน้าเว็บควรมีกี่คีย์เวิร์ด?

ให้มีคำหลัก 1 คำต่อ 1 หน้า แล้วใส่คำรองที่ความหมายใกล้กันได้ตามธรรมชาติ ไม่ต้องยัดคำซ้ำ เพราะการยัดคีย์เวิร์ดผิดนโยบายสแปมของ Google

ควรทำ Keyword Research บ่อยแค่ไหน?

ไม่มีกำหนดตายตัว ทำครั้งใหญ่ตอนวางแผนเว็บหรือเปิดสินค้าใหม่ แล้วเปิด Search Console ดูคำใหม่ที่คนใช้ค้นเจอเว็บเป็นระยะ เช่น เดือนละครั้ง

ควรเลือกคีย์เวิร์ดภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ?

เลือกตามที่ลูกค้าพิมพ์จริง ลองค้นทั้งสองแบบ แล้วดูคำแนะนำในช่องค้นหาและหน้าผลค้นหา ถ้าลูกค้าใช้ทั้งคู่ ให้เลือกแบบหนึ่งเป็นคำหลัก อีกแบบใส่เป็นคำรองในหน้าเดียวกัน

แหล่งอ้างอิง

ทีมงาน Rungwat SEO

เขียนโดย

ทีมงาน Rungwat SEO

เราเขียนเรื่อง SEO, AEO และ GEO ให้อ่านง่ายแบบเพื่อนเล่าให้ฟัง ทุกบทความเช็กข้อมูลกับเอกสารทางการของ Google และแหล่งต้นทาง ก่อนลงเว็บ และกลับมาอัปเดตเมื่อข้อมูลเปลี่ยน

รู้จักเราเพิ่มเติม