Off-page SEO คืออะไร ? แล้วมีผลอย่างไรกับการทำ SEO | rungwat

Off-page SEO คืออะไร ?  

ถ้าหากจะพูดถึงเรื่อง SEO ก็คงจะไม่พ้นหนีคำว่า On-page Off-page กันอย่างแน่นอน จริงไหม ?

คำว่า Off-page ก็คือ การทำให้เว็บของเราได้ ” Backlink ” (หรือ ลิ้งย้อนกลับ) กลับมาจากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพนั่นเองครับ

ยกตัวอย่าง

น้องบัว ทำน้ำจิ้มซีฟู้ด อร่อยมาก เลยลองเขียนสูตร การทำน้ำจิ้ม ลงในเว็บของตนเอง ที่ชื่อว่า น้องบัวพาชิม.com

น้ำจิ้มซีฟู๊ด

หลังจากนั้นเพียงไม่นาน มีหลายคนลองทำตามสูตรนี้ดู แล้วรู้สึกว่า อร่อยมาก จึงนำไปโพสบอกต่อใน Pantip กับ ตามเว็บร้านอาหาร 

แล้วให้เครดิต ชี้ไปยังต้นฉบับ น้องบัวพาชิม.com

นี้ถือว่าเป็นการได้ (Backlink) หรือว่า Off-page SEO นั่นเอง

แต่การที่จะได้ Backlink ที่เป็นธรรมชาติแบบนี้ ต้องถือว่าไม่ง่ายเลยนะ ถ้าหากว่าบทความของเราไม่ดีจริง หรือไม่โดนใจจริง ๆ คนก็คงไม่บอกต่อ จริงไหมละ ? )

การทำ Backlink มีกี่รูปแบบ ?

ถ้าจะพูดแบบง่าย ๆ ก็คงจะมี ประมาณ 3 ประเภทหลัก ๆ

1. Domain Link คือ การที่เราสร้างลิงค์ด้วย Domain Name ของเว็บไซต์ หรือ URL ของเว็บไซต์

ยกตัวอย่าง 

ผมสร้างลิงค์ ด้วยคำว่า " www.น้องบัวพาชิม.com " เป็นต้น

2.Anchor Text Link คือ การสร้างลิงค์ด้วย Keyword หรือ ข้อความ ประโยคใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดหลักของเว็บไซต์ของเรานั่นเองครับ เช่น ผมสร้าง Anchor Text Link ด้วยคำว่า “น้ำจิ้มซีฟู้ด” เป็นต้น

3. Image Link คือ การสร้างลิงค์ด้วยรูปภาพ ซึ่ง มีความสำคัญกับการทำ SEO ด้วยเช่นกัน เพราะการที่เว็บมี Image Link ในสัดส่วนที่เหมาะสม ทำให้ Google มองว่าเว็บของเรามีคุณภาพ มีการสร้างลิงค์ที่หลากหลาย แนะนำว่า ควรสร้าง Image Link ประมาณ 5 – 10 % ของลิงค์รูปแบบอื่นๆ ทั้งหมด อีกทั้งช่วยสร้างความน่าสนใจ ให้ User ทำการ Click เข้าอ่านเว็บหลักอีกด้วย เป็นการช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บที่ดีมากๆ

ความรู้เพิ่มเติม SEO Off-page : รู้จักกับ Backlink SEO ในรูปแบบต่างๆ

 

DoFollow-and-Nofollow-Links

ซึ่ง Backlink นั้นจะแบ่งได้ง่ายๆ ออกเป็น 2 ประเภท คือ DoFollow และ NoFollow นั่นเอง

DoFollow คืออะไร

DoFollow เป็นลิ้งแบบส่งค่าคะแนนให้กับเว็บไซต์ (เสมือนว่าเว็บไซต์นั้นได้รับการโหวต) ยิ่งได้  LINK ประเภทนี้ จากเนื้อหาที่ใกล้เคียง หรือ ได้จากเว็บที่มีคุณภาพ ก็จะทำให้เว็บไซต์ของเรามีอันดับ หรือ มีคะแนนที่ดีขึ้นนั่นเอง

( และนี่ก็เป็นนิยามของ Do Follow Link คือลิงค์ที่จะส่งคะแนน SEO ให้กับเว็บไซต์ปลายทาง )

NoFollow คืออะไร

NoFollow คือ การที่เว็บนั้นๆ ส่ง Backlink หาเว็บของคุณ โดยที่เขาไม่ได้ส่งต่อประโยชน์จาก SEO มาให้คุณ

ส่วนใหญ่จะได้ LINK จากการให้เครดิต ของ บทความ Social Media รูปภาพ Social Media นั่นเอง

( แต่ผมเชื่อว่า การทำ LINK แบบ NoFollow ก็มีผลเหมือนกันนะธรรมชาติดี   )

คำสั่งที่เกี่ยวข้องกับ dofollow และ nofollow มีดังนี้

1. rel=”dofollow”  เป็นคำสั่งสร้างลิงค์แบบ dofollow ใช้ร่วมกับแท็กคำสั่ง < a href=”www.น้องบัวพาชิม.com ” title=”น้ำจิ้มซีฟู้ด” rel=”dofollow” >น้ำจิ้มซีฟู้ด< /a>

2. rel=”nofollow”  เป็นคำสั่งสร้างลิงค์แบบ nofollow ใช้ร่วมกับแท็กคำสั่ง < a href=”www.น้องบัวพาชิม.com ” title=”น้ำจิ้มซีฟู้ด” rel=”nofollow” >น้ำจิ้มซีฟู้ด< /a>

 

Dofollow-Backlinks

 

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการสร้าง Backlink

ก่อนที่จะคิดสร้าง Backlink ควรอ่านก่อน ไม่อย่างงั้น Google จะมองว่าเว็บของคุณเป็นเว็บที่ไม่มีคุณภาพ และ อาจนำไปสู่การทำโทษ  หรือ การถูกลดอันดับนั่นเองครับ

1. การซื้อ – ขาย Text Link ( ข้อนี้ก็ทำได้นะ แต่พยาม ซื้อ  LINK กับเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน )

2. การติด Footer Link / Blogroll Link บนหน้าเว็บที่ไม่เกี่ยวข้อง ( กรณีนี้ ถ้าหากว่าเราติดมากเกินไป ก็สามารถทำให้อันดับตกได้ )

3. การแลกลิงค์ ( แลกมากเกินไปอาจจะทำให้เว็บของท่าน กลายเป็นเว็บ สแปมได้ )

4. การติดลิงค์แบบ Widget Link ( ต้องบอกก่อนเลยว่า ลิ้งประเภทนี้ ทำอันดับได้ดีมาก แต่สมัยนี้ถูก ลดความสำคัญให้น้อยลง)

5. การโพสต์ความซ้ำๆ เพื่อสร้าง Link (Spam Link)

6. การโพสต์บทความ เพื่อสร้าง Link ด้วยเทคนิค Spin Content (อ่านไม่รู้เรื่อง เนื้อหาไม่มีประโยชน์)

7. การสร้าง Private Blog Network หรือ เน็ตเวิร์คส่วนตัว กรณี ไม่มีคุณภาพ เพื่อสร้าง Link

8. การสร้าง Link บนหน้าเว็บ Directory

9. การ Submit Link เว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

10. การสร้าง Link จากเว็บที่ Google มองว่าเป็น Content Farm ( หมายถึงแหล่ง Spam Link )

วันนี้ฝากไว้เท่านี้นะครับ เนื่องจากง่วงนอนมาก ๆ แล้ว .. :)

ถ้าอยากจะรู้ว่าการทำ Link แบบ NoFollow – DoFollow อันไหนดีกว่ากัน ก็ลองทดสอบกันดูนะครับ แล้วอย่าลืมมาบอกผมด้วยละ.. สำหรับค่ำคืนนี้ .. สวัสดีครับ ..