Anchor text คือ อะไร มีกี่แบบ ใช้ยังไงไม่ให้โดนลงโทษ

ตัวหนังสือที่กดแล้วพาไปอีกหน้า มีชื่อเรียกด้วยนะ

Anchor text คือ ข้อความที่มองเห็นและคลิกได้ของลิงก์ ภาษาไทยเรียกว่าข้อความลิงก์ คำนี้บอกทั้งคนอ่านและ Google ว่าหน้าที่ลิงก์ไปเป็นเรื่องอะไร

สรุปสั้นๆ ก่อนอ่าน

  • Anchor text คือคำที่คลิกได้ในลิงก์ ใช้บอกว่าหน้าปลายทางเป็นเรื่องอะไร
  • Google แนะนำ anchor text ที่บอกเรื่องชัด สั้นพอดี และตรงกับหน้าปลายทาง
  • คำกว้างๆ อย่าง “คลิกที่นี่” ไม่ผิด แต่แทบไม่บอกอะไร Google เลย
  • ลิงก์ภายในเราเลือกคำเองได้ ส่วน backlink เว็บอื่นเป็นคนเลือกคำ
  • การซื้อลิงก์ หรือแลกลิงก์กันเกินพอดีเพื่อปั่นอันดับ ผิดนโยบายสแปมของ Google

Anchor text คือ อะไร อยู่ตรงไหนของลิงก์?

Anchor text คือตัวหนังสือที่เห็นและกดได้ของลิงก์ ส่วนที่อยู่ของหน้าปลายทางหรือ URL ซ่อนอยู่ในโค้ด คนอ่านจึงเห็นแค่คำ ไม่เห็นที่อยู่

ลองนึกถึงป้ายบอกทางในห้าง ป้ายเขียนว่า “ศูนย์อาหาร” เราก็รู้ทันทีว่าเดินตามไปแล้วจะเจออะไร

Anchor text ก็คือป้ายแบบนั้น ส่วน URL คือทางเดินจริงที่พาไป ถ้าป้ายเขียนชัด คนก็กล้าเดินตาม

ในโค้ดของหน้าเว็บ ลิงก์หน้าตาประมาณนี้ (ตัวอย่างสมมติ)

<a href="https://www.example.com/birthday-cake/">เค้กวันเกิด</a>

คำที่อยู่ระหว่างแท็ก a เปิดกับแท็ก a ปิด คือ anchor text ในตัวอย่างนี้คือคำว่า “เค้กวันเกิด” ส่วนลิงก์ยาวๆ ใน href คือ URL ปลายทาง

ไดอะแกรมลิงก์ 1 อันแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ anchor text คำว่าเค้กวันเกิดที่เห็นและกดได้ กับ URL ปลายทางที่ซ่อนอยู่ในโค้ดแท็ก a
Anchor text คือคำที่เห็น ส่วน URL ซ่อนอยู่ในโค้ด

Google แนะนำให้วาง anchor text ไว้ในแท็ก a แบบนี้ เพราะเป็นลิงก์แบบที่ Google อ่านได้ ถ้าใช้ WordPress ไม่ต้องเขียนโค้ดเองนะ แค่ลากคลุมคำแล้วกดปุ่มใส่ลิงก์ ระบบจะสร้างให้

ทำไม Google ถึงใช้ anchor text?

Google ใช้ anchor text เป็นเบาะแสว่าหน้าที่ถูกลิงก์ไปเป็นเรื่องอะไร คู่มือ SEO ของ Google บอกว่าข้อความลิงก์บอกทั้งคนอ่านและ Google ว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับอะไร

Google เจอหน้าเว็บใหม่ส่วนใหญ่ด้วยการเดินตามลิงก์ พอเดินตามลิงก์ไป คำบนลิงก์ก็เหมือนป้ายชื่อที่ติดมาด้วย

ในหน้าแนวทางเรื่องลิงก์ Google บอกว่า anchor text ที่ดีมี 3 อย่าง

  • บอกเรื่องชัด อ่านแล้วรู้ว่าหน้าปลายทางพูดเรื่องอะไร
  • สั้นพอดี ไม่ลากลิงก์ยาวทั้งประโยค
  • เกี่ยวข้อง ตรงกับทั้งหน้าที่ลิงก์อยู่ และหน้าที่ลิงก์ไป

ลองเลือกดูนะ ถ้าเห็นลิงก์ 2 อัน อันแรกเขียนว่า “คลิกที่นี่” อันที่สองเขียนว่า “ตารางราคาเค้กวันเกิด” อันไหนรู้เลยว่ากดแล้วจะเจออะไร

คำตอบคืออันที่สอง Google ก็คิดแบบเดียวกัน ในหน้าแนวทางของ Google คำอย่าง “Click here” และ “Read more” ถูกยกเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี

เปรียบเทียบคำลิงก์กว้างๆ อย่างคลิกที่นี่และอ่านต่อ กับคำลิงก์ที่บอกเรื่องชัดอย่างตารางราคาเค้กวันเกิด พร้อมวิธีเช็กด้วยการอ่านคำลิงก์เดี่ยวๆ
อ่านคำลิงก์เดี่ยวๆ แล้วต้องรู้ว่าพาไปไหน

Google มีเคล็ดลับง่ายๆ ให้ลองทำ คืออ่านเฉพาะคำที่เป็นลิงก์แบบไม่ดูประโยครอบข้าง ถ้ายังรู้เรื่องว่าพาไปไหน แปลว่าใช้ได้

Anchor text มีกี่แบบ?

คนทำ SEO นิยมแบ่ง anchor text เป็น 6 แบบ คือ ตรงคีย์เวิร์ด มีคีย์เวิร์ดบางส่วน ชื่อแบรนด์ คำกว้างๆ URL เปล่า และรูปภาพ ชื่อเหล่านี้เป็นศัพท์ในวงการ ไม่ใช่ชื่อที่ Google ตั้ง

คีย์เวิร์ดในที่นี้คือคำที่คนพิมพ์ค้นจริง ถ้ายังไม่คุ้น อ่านพื้นฐานได้ที่ คีย์เวิร์ด คือ อะไร ก่อนก็ได้

สมมติว่าเรามีร้านขนมชื่อ “ขนมบ้านแมวส้ม” (ร้านสมมติ) แล้วอยากลิงก์ไปหน้าเค้กวันเกิดของร้าน แต่ละแบบจะหน้าตาประมาณนี้

แบบของ anchor text ตัวอย่าง (สมมติ) ใช้ได้ดีเมื่อไหร่
ตรงคีย์เวิร์ด (exact match) เค้กวันเกิด เมื่อคำนั้นอยู่ในประโยคอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่ใช่ลิงก์ที่ซื้อหรือแลกมา
มีคีย์เวิร์ดบางส่วน (partial match) วิธีสั่งเค้กวันเกิดแบบเขียนชื่อ ใช้ได้เกือบทุกครั้ง เพราะอ่านเป็นภาษาปกติและบอกเรื่องชัด
ชื่อแบรนด์ (branded) ขนมบ้านแมวส้ม เมื่อพูดถึงร้านหรือเว็บทั้งเว็บ เช่น ลิงก์ไปหน้าแรก
คำกว้างๆ (generic) คลิกที่นี่, อ่านต่อ แทบไม่มี ควรเปลี่ยนเป็นคำที่บอกเรื่องหน้าปลายทาง
URL เปล่า (naked URL) www.example.com/birthday-cake/ เมื่อคนอ่านต้องเห็นที่อยู่เว็บจริงๆ เช่น รายการแหล่งอ้างอิง หรือเอกสารที่พิมพ์ออกมา
รูปภาพ (ใช้ alt แทน) รูปเค้กที่ตั้ง alt ว่า เค้กวันเกิดช็อกโกแลต เมื่อ alt บอกว่ารูปคืออะไร และตรงกับหน้าปลายทาง

แถวสุดท้ายหลายคนไม่รู้ ถ้ารูปภาพเป็นลิงก์ Google จะใช้ alt ของรูปเป็น anchor text แทน alt คือคำอธิบายรูปที่ซ่อนอยู่ในโค้ด

ไม่มีแบบไหนผิดในตัวเองนะ ปัญหาอยู่ที่ใช้ยังไง และลิงก์นั้นเกิดขึ้นมาแบบไหน เดี๋ยวหัวข้อเรื่องสแปมจะเล่าให้ฟัง

Anchor text ในลิงก์ภายใน กับ backlink ต่างกันยังไง?

Anchor text ในลิงก์ภายใน เราเลือกคำเองได้ทุกคำ ส่วน anchor text ของ backlink เป็นคำที่เว็บอื่นเลือกให้ เราจึงคุมได้เต็มที่แค่ฝั่งลิงก์ภายใน

ลิงก์ภายในคือลิงก์จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าในเว็บเดียวกัน ส่วน backlink คือลิงก์จากเว็บอื่นชี้มาหาเรา ถ้ายังไม่แน่ใจ อ่านพื้นฐานได้ที่ Backlink คืออะไร

เทียบลิงก์ภายในที่เราเลือกคำลิงก์เองและแก้ได้ กับ backlink ที่เว็บอื่นเลือกคำ ซึ่งดูได้ในตารางข้อความที่มีการลิงก์สูงสุดของ Search Console
ลิงก์ภายในเราเลือกคำ backlink เว็บอื่นเลือกคำ
เรื่อง ลิงก์ภายใน Backlink
ใครเลือกคำลิงก์ เราเลือกเอง เจ้าของเว็บที่ลิงก์มา
แก้คำได้ไหม แก้ได้ทุกเมื่อ แก้เองไม่ได้ ทำได้แค่ขอให้เขาแก้
ดูคำลิงก์ได้ที่ไหน เปิดหน้าเว็บของเราดูเอง Search Console ในตาราง ข้อความที่มีการลิงก์สูงสุด
สิ่งที่ควรทำ ใช้คำที่บอกเรื่องหน้าปลายทางให้ชัด ปล่อยให้เขาเลือกคำเอง ไม่ไปจ้างหรือบังคับคำ

Search Console คือเครื่องมือฟรีของ Google ที่บอกว่าเว็บเราเป็นยังไงบน Google เหมือนสมุดพกที่ครูส่งกลับบ้าน

อยากรู้ว่าเว็บอื่นใช้คำไหนลิงก์มาหาเรา ให้เปิด Search Console ไปที่รายงานลิงก์ › ลิงก์ภายนอก › ข้อความที่มีการลิงก์สูงสุด ลิงก์ที่เป็นรูปและไม่มีข้อความจะขึ้นว่า “(ว่าง)”

ข้อมูลในรายงานนี้เป็นแค่ตัวอย่างลิงก์ ไม่ใช่ลิงก์ทั้งหมด Google เขียนไว้ชัดในหน้าช่วยเหลือ ดูเป็นภาพรวมพอ อย่าเพิ่งตกใจถ้าเห็นไม่ครบ

ส่วนวิธีวางลิงก์ภายในให้ทุกหน้ามีทางเข้า เราเล่าละเอียดไว้ในบท ลิงก์ภายใน คืออะไร นะ

Anchor text แบบไหนเสี่ยงผิดนโยบายสแปมของ Google?

Anchor text เสี่ยงเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของลิงก์ที่ทำขึ้นเพื่อปั่นอันดับ ซึ่ง Google เรียกว่า link spam เช่น ซื้อลิงก์ หรือฝากลิงก์ที่ตั้งคำไว้ในบทความรับเชิญ

ในหน้านโยบายสแปม Google ยกตัวอย่าง link spam ไว้หลายข้อ ข้อที่เจอบ่อยมีประมาณนี้

  • จ่ายเงิน ให้ของ หรือแลกบริการ เพื่อให้ได้ลิงก์ที่มีผลกับอันดับ
  • แลกลิงก์กันมากเกินไป แบบ “ลิงก์มาหาเรา แล้วเราลิงก์กลับ”
  • ใช้โปรแกรมหรือบริการสร้างลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • ลิงก์ที่ตั้ง anchor text ไว้ปั่นอันดับ ในบทความรับเชิญ (guest post) หรือข่าวประชาสัมพันธ์ที่กระจายไปตามเว็บอื่น
  • ลิงก์ที่ยัดคีย์เวิร์ดหรือซ่อนไว้ในวิดเจ็ตที่แจกไปติดหลายเว็บ
  • คอมเมนต์ในเว็บบอร์ดที่ใส่ลิงก์คำปั่นอันดับไว้ในโพสต์หรือลายเซ็น

Google บอกว่าเว็บที่ผิดนโยบายอาจอันดับตก หรือไม่ขึ้นในผลค้นหาเลย Google ตรวจทั้งด้วยระบบอัตโนมัติ และด้วยคนตรวจเมื่อจำเป็น ซึ่งอาจจบที่ manual action

Manual action คือการที่คนของ Google ตรวจแล้วสั่งลงโทษเว็บเอง คล้ายครูตรวจการบ้านแล้วหักคะแนนด้วยมือ ไม่ใช่เครื่องตรวจให้

สมมติว่าร้านขนมบ้านแมวส้มจ้างคนไปฝากลิงก์ตามเว็บต่างๆ แล้วทุกลิงก์เขียนว่า “เค้กวันเกิดอร่อยที่สุด” เหมือนกันเป๊ะ

แบบนี้ก็เหมือนติดป้ายเดียวกันทุกเสาไฟในเมือง ใครเห็นก็รู้ว่าไม่ได้เกิดเอง

แล้วลิงก์โฆษณาที่จ่ายเงินจริงล่ะ ผิดไหม คำตอบคือไม่ผิด ถ้าใส่ rel=”sponsored” หรือ rel=”nofollow” ไว้ที่ลิงก์

rel คือป้ายเล็กๆ ในโค้ดลิงก์ เหมือนสติกเกอร์ “โฆษณา” ที่แปะบนป้ายร้าน ป้ายนี้บอก Google ว่าลิงก์นี้ไม่ได้ตั้งใจส่งคะแนนอันดับ ถ้าเป็นลิงก์โฆษณา Google แนะนำให้ใช้ sponsored

หลายคนถามว่า anchor text แบบตรงคีย์เวิร์ดมีได้กี่เปอร์เซ็นต์ถึงปลอดภัย เราไม่เจอตัวเลขนี้ในเอกสารของ Google เลย

ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่เห็นตามเน็ตจึงไม่ใช่กฎของ Google

สิ่งที่ Google บอกจริงคือ อย่าทำลิงก์เพื่อปั่นอันดับ และอย่ายัดคีย์เวิร์ดจนอ่านไม่เป็นธรรมชาติ

เรื่องความเสี่ยงของการไล่ซื้อลิงก์ เคยเล่าไว้ใน ภัยร้ายจากการทำ Backlink ด้วยนะ

เขียน anchor text ให้ดีต้องทำยังไง?

เขียน anchor text ให้ดีคือใช้คำที่บอกว่าหน้าปลายทางเป็นเรื่องอะไร สั้นพอดี และอ่านเข้ากับประโยคเดิม ถ้าอ่านคำลิงก์เดี่ยวๆ แล้วยังรู้เรื่อง แปลว่าใช้ได้

  • เลือกคำที่ทำให้คนเดาได้ว่ากดแล้วจะเจออะไร
  • หยิบคำลิงก์จากประโยคที่เขียนไว้อยู่แล้ว ไม่ต้องแต่งประโยคใหม่เพื่อยัดคีย์เวิร์ด
  • คลุมลิงก์แค่วลีสั้นๆ ไม่ลากทั้งประโยคหรือทั้งย่อหน้า
  • รูปที่เป็นลิงก์ ให้ใส่ alt ที่บอกว่ารูปคืออะไร
  • ลิงก์ที่ได้เงินหรือได้ของแลก ใส่ rel=”sponsored” ส่วนลิงก์ไปเว็บที่ไม่ไว้ใจ ใส่ rel=”nofollow”

เคยเห็นเว็บที่ลิงก์สีฟ้าทั้งย่อหน้าไหม อ่านแล้วตาลายเลย 555 คนอ่านไม่รู้จะกดตรงไหน Google ก็ไม่รู้ว่าลิงก์นั้นพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่

ลองดูตัวอย่างสมมติ ประโยคเดิมเขียนว่า “อยากรู้ราคาเค้ก คลิกที่นี่” แก้เป็น “ดูราคาได้ที่ตารางราคาเค้กวันเกิด” แล้วคลุมลิงก์แค่คำว่า ตารางราคาเค้กวันเกิด

คำลิงก์ใหม่บอกเรื่องชัด สั้น และตรงกับหน้าปลายทาง ครบทั้ง 3 ข้อที่ Google แนะนำ โดยไม่ต้องเขียนประโยคใหม่ทั้งหมด

วิธีแก้ anchor text ในหน้าเว็บ 1 หน้า ทำยังไง?

แก้ anchor text ใน 1 หน้าทำได้ใน 7 ขั้น ไล่ดูทุกลิงก์ อ่านคำลิงก์เดี่ยวๆ แก้คำที่กว้างหรือยาวเกิน เช็ก alt กับลิงก์ที่ได้เงิน แล้วกดดูว่าพาไปถูกหน้า

  1. เปิดหน้าที่จะแก้ แล้วจดลิงก์ทุกอันในเนื้อหา (ไม่ต้องนับเมนูกับท้ายเว็บ)
  2. อ่านเฉพาะคำที่เป็นลิงก์ทีละอัน แล้วถามตัวเองว่าอ่านเดี่ยวๆ รู้ไหมว่าพาไปหน้าไหน
  3. เปลี่ยนคำกว้างๆ อย่าง คลิกที่นี่ หรือ อ่านต่อ ให้เป็นคำที่บอกเรื่องหน้าปลายทาง
  4. ตัดคำลิงก์ที่ยาวเกินหรือยัดคีย์เวิร์ดหลายคำ ให้เหลือวลีสั้นที่อ่านเป็นธรรมชาติ
  5. เช็กว่าคำลิงก์ตรงกับหน้าปลายทางจริง เช่น ลิงก์ว่าตารางราคา ต้องพาไปหน้าราคา
  6. เช็กรูปที่เป็นลิงก์ว่ามี alt บอกว่ารูปคืออะไร และลิงก์ที่ได้เงินมี rel=”sponsored”
  7. บันทึก แล้วเปิดหน้าจริงกดทุกลิงก์ ดูว่าคลิกได้และไปถูกหน้า

ทำครบ 7 ขั้นแล้ว ลองหยิบหน้าถัดไปที่คนเข้าเยอะมาทำต่อ ทำวันละหน้าก็พอ ไม่ต้องแก้ทั้งเว็บในวันเดียว

เช็กลิสต์ 7 ขั้นแก้ anchor text ใน 1 หน้า ตั้งแต่จดลิงก์ทุกอัน อ่านคำลิงก์เดี่ยวๆ เปลี่ยนคำกว้างๆ จนถึงกดทุกลิงก์ดูของจริง
7 ขั้นแก้คำลิงก์ ทำวันละหน้าก็พอ

ถ้าอยากอ่านเรื่อง backlink ต่อ ดูบทความทั้งหมดได้ในหมวด Backlink และ Off-Page SEO แล้วลองเปิดหน้าเว็บตัวเองมาแก้คำลิงก์สักหน้าวันนี้เลย

คำถามที่พบบ่อย

Anchor text ภาษาไทยเรียกว่าอะไร?

Anchor text ภาษาไทยมักเรียกว่าข้อความลิงก์ ซึ่งเป็นคำเดียวกับที่หน้าช่วยเหลือ Search Console ภาษาไทยใช้ หมายถึงคำที่มองเห็นและคลิกได้ของลิงก์

ใช้คำว่า “คลิกที่นี่” เป็น anchor text ได้ไหม?

ใช้ได้ ไม่ผิดนโยบาย แต่ Google ยกคำแบบนี้เป็นตัวอย่าง anchor text ที่ไม่ดี เพราะไม่บอกว่าหน้าปลายทางเป็นเรื่องอะไร ควรเปลี่ยนเป็นคำที่ระบุเรื่องให้ชัด

Anchor text แบบตรงคีย์เวิร์ดควรมีกี่เปอร์เซ็นต์?

Google ไม่ได้ให้ตัวเลขสัดส่วนที่ปลอดภัยไว้ในเอกสาร สิ่งที่ Google แนะนำคือเขียนให้บอกเรื่องชัด ไม่ยัดคีย์เวิร์ด และไม่ซื้อหรือแลกลิงก์เพื่อปั่นอันดับ

ดู anchor text ของ backlink ที่ชี้มาเว็บเราได้ที่ไหน?

ดูได้ใน Google Search Console ที่รายงานลิงก์ ส่วนลิงก์ภายนอก ตารางข้อความที่มีการลิงก์สูงสุด ข้อมูลในรายงานเป็นตัวอย่างลิงก์ ไม่ใช่ลิงก์ทั้งหมด

ลิงก์ที่เป็นรูปภาพมี anchor text ไหม?

มี ถ้ารูปภาพเป็นลิงก์ Google จะใช้ข้อความ alt ของรูปเป็น anchor text จึงควรใส่ alt ที่บอกว่ารูปคืออะไรและตรงกับหน้าปลายทาง

แหล่งอ้างอิง

ทีมงาน Rungwat SEO

เขียนโดย

ทีมงาน Rungwat SEO

เราเขียนเรื่อง SEO, AEO และ GEO ให้อ่านง่ายแบบเพื่อนเล่าให้ฟัง ทุกบทความเช็กข้อมูลกับเอกสารทางการของ Google และแหล่งต้นทาง ก่อนลงเว็บ และกลับมาอัปเดตเมื่อข้อมูลเปลี่ยน

รู้จักเราเพิ่มเติม